THEN CAME YOU : 01

View previous topic View next topic Go down

THEN CAME YOU : 01

Post by i128lala on Sat Mar 08, 2014 4:11 pm

Then came you
01

And then there suddenly appeared before me
The only one my arms will hold
I heard somebody whisper please adore me
And when I looked to the Moon it turned to gold

ถ้าเสียงของเอลลา ฟิตซเจอร์รัลด์คืองานศิลปะ มันคงต้องเป็นงานประเภทที่จิตรกรค่อยๆป้ายแปรงอย่างนุ่มนวล ทว่าสีสันบาดตาบาดใจ เสียงของเอลล่าพาล่องลอยไปไกล ผ่านบ้านริมน้ำที่เวนิซ ร่มเงาของต้นเชสนัทที่ปลูกริมแม่น้ำเซน บ้านโบราณริมถนนที่ขรุขระของมงมาร์ต ทะเลทรายที่กว้างไกลของโกเบ พระราชวังท๊อปกาปิที่ตุรกี หรือแม้กระทั่งริมฝั่งแม่น้ำโขงในตอนนี้
คริสไม่ได้มีเวลามากพอที่จะฟังเพลงที่เขาชอบได้อย่างลึกซึ้งเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ชีวิตของเขาในยามนี้ไม่ได้ถูกป้ายแปรงด้วยความนุ่มนวลเหมือนน้ำเสียงของเอลล่า ทว่าเป็นการลงสีที่รวดเร็วและจัดจ้านจนยากที่จะคาดเดา
ใช่ ใครๆก็รู้จักคริส อู๋ ซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งของเกาหลี คริสติดอันดับหนึ่งในสิบของนักแสดงที่มีรายได้สูงสุดของวงการ ด้วยวัยเพียง 24 แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่าก็คือ เด็กหนุ่มชาวจีนคนนี้เลือกที่จะจากบ้านอันแสนอบอุ่นที่แคนาดามาตามหาความฝันที่เกาหลีตั้งแต่อายุ 17

ชื่อเสียงของคริสก็เหมือนสีสันที่จัดจ้านจนทำให้เขาตาพร่า

ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง สิ่งที่คริสได้รับต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าราคาแพง รถบูอิคสวยๆสักคัน ห้องพักที่มองออกไปเห็นวิวของโซลทาวเวอร์ แต่ของเหล่านั้นก็เป็นแค่เครื่องเตือนถึงความไม่แน่นอนของวงการบันเทิง ยังมีเด็กหนุ่มอีกหลายคนที่พร้อมจะมาแทนที่คริสได้ทุกเมื่อ เมื่อไหร่กันที่รอยยิ้มอย่างจริงใจกลายเป็นรอยยิ้มที่ยิ้มออกมาเพียงเพราะต้องยิ้ม และเมื่อเดินมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตคริสไม่รู้สึกถึงความโชคดีที่ใครๆพร่ำบอกเขาทุกวันอีกต่อไป ถ้าความรู้สึกประเภทนี้มาเยือนเมื่อไหร่แล้วก็ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือเป็นอะไร สิ่งแรกที่คริสจะต้องทำก็คือการย้อนกลับมานั่งคิดว่า จริงๆแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่

ความสงสัยของคริสนำไปสู่การพักงานอย่างไม่มีกำหนดที่ดังเปรี้ยงลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง

ประเทศลาวไม่ได้อยู่ในหัวของคริสเลยยามเมื่อนึกถึงเรื่องพักร้อน ด้วยภาพลักษณ์ที่สง่างามเหมือนเจ้าชาย คริสในชุดสูทของจีวองชีกำลังจิบไวน์รสเลิศในร้านอาหารฝรั่งเศสหรูหราในปารีส นั่งทานครัวซองอยู่ที่ร้านกาแฟแถบบาร์คลีย์สแควร์ หรือช๊อปปิ้งที่โคเว่นการ์เดน น่าจะเป็นอะไรที่ชวนฝันกว่าสำหรับแฟนคลับ

แต่มันไม่ได้ช่วยให้คริสหลีกหนีความเป็นคริสที่เป็นอยู่ไปได้

จนกระทั่ง ดาราหนุ่มได้ยิน จางหลี่ฮัว ผู้จัดการส่วนตัวพูดถึงเกสต์เฮาส์ที่น้องชายเพื่อนสนิทเปิดอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว หลี่ฮัวไม่ได้บรรยายความงามของประเทศนี้แม้แต่น้อย เพียงแค่บอกว่า ลาวเป็นประเทศเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำโขงเหมาะสำหรับคนที่แสวงหาความเงียบสงบ หากถ้าคริสสนใจ หลี่ฮัวจะติดต่อเพื่อนให้ แม้ในตอนแรกคริสจะมีข้อกังขาว่า เวียงจันทร์น่ะหรือจะเทียบกับปารีสได้ แต่ยามเมื่อเห็นภาพเกสต์เฮาส์สีขาวหน้าต่างสีฟ้า และชายหนุ่มที่ยืนยิ้มกว้างอยู่หน้าบ้านก็ทำให้คริสเริ่มเปลี่ยนใจ

มารู้ตัวอีกทีความสงสัยของคริสก็พาเขามาหยุดอยู่ที่เกสท์เฮาส์ ริมฝั่งแม่น้ำโขงเสียแล้ว

"คุณอี้ฟานใช่ไหมครับ ผมปาร์คชานยอล เรียกว่าชานยอลก็ได้"
ผู้ชายที่โผล่หน้ามาจากกรอบประตูเกสท์เฮาส์ส่งยิ้มที่เจิดจ้าเหมือนดวงตะวันมาให้ ปาร์คชานยอลในรูปถ่ายที่คริสเคยเห็นไม่ต่างจากตัวจริงเลยสักนิด ชายหนุ่มร่างโปร่งในเสื้อเชิ๊ตสีอ่อนพับแขนครึ่งหนึ่ง และกางเกงขายาวผ้าลูกฟูกนิ่มสบายสีกรมท่ากระวีกระวาดเข้ามาช่วยเขายกกระเป๋า ข้าวของที่คริสจัดติดตัวมามีไม่มาก เพียงเสื้อผ้ากับหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มบางๆสองสามเล่มเท่านั้น
"ขอต้อนรับสู่บ้านของผมครับ"
ชานยอลส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่พาลให้คนตัวสูงนึกสงสัยว่า ผู้ชายคนนี้กินพระอาทิตย์เข้าไปหรืออย่างไรกัน รอยยิ้มถึงสดใสนัก คริสถอดแว่นตาดำออกก่อนจะเดินตามชานยอลเข้าไปในบ้าน
บ้านของชานยอลเป็นบ้านขนาดสี่ห้องนอน ตัวบ้านเป็นทรงโคโลเนียลกึ่งปูนกึ่งไม้ทาด้วยสีขาวทั้งหลัง ยกเว้นตามขอบหน้าต่างและบานประตูที่ทาสีฟ้า หน้าบ้านมีสนามหญ้า ข้างหลังบ้านเป็นสวนกว้างไล่ระดับจากสูงไปต่ำเรื่อยไปจนถึงริมแม่น้ำโขง เจ้าของบ้านปลูกต้นโมกไว้เป็นแนวยาวแทนรั้ว จัดว่าเป็นบ้านที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าบ้านจริงๆ
"ห้องนี้เป็นห้องนอนเก่าของผมเองครับ รับรองได้ว่าไม่มีผี"
แม้เสียงทุ้มหวานจะเจือด้วยแววขำ แต่ใบหน้าที่จริงจังของชานยอลทำให้คริสเกือบหลุดหัวเราะออกมา ห้องกว้างนั้นน่าอยู่เพราะเป็นห้องที่มองเห็นวิวแม่น้ำโขง หากเปิดหน้าต่างแบบฝรั่งเศสบานใหญ่ออกก็จะได้ลมเย็นๆพัดโชยรื่นเข้ามาในห้อง มองไปรอบๆ ห้องนั้นตกแต่งด้วยสีโทนฟ้าขาวเช่นเดียวกันกับตัวบ้าน นอกจากนั้นตุ๊กตาทหารเรือและหนังสือการ์ตูนเก่าๆที่วางอยู่บนชั้นทำให้คริสรู้ว่า เจ้าของห้องคงเป็นเด็กผู้ชายซนๆคนหนึ่งที่โตมาเป็นผู้ชายยิ้มสวยแบบนี้
"ทำตัวตามสบายนะครับ ถือเสียว่าอยู่ที่บ้านของคุณเอง"
"ขอบคุณมากครับ" ไม่รู้ว่ากระแสความเป็นกันเองของชานยอลหรือเปล่าที่ทำให้คริสรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จริงอยู่ที่การเป็นคนดังมีชื่อเสียงจำเป็นต้องมีรอยยิ้มฉาบบนใบหน้าให้กับทุกคนเสมอ แต่กับชานยอล ความรู้สึกแรกคงเหมือนได้เจอเพื่อนล่ะมั้ง กระนั้นคริสก็ยังไม่วางใจนัก ชานยอลอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จักเขาก็ได้
ชื่อเสียงเป็นเหมือนเงาบางๆที่โอบรอบตัวไว้ไม่ว่าคริสจะไปไหนก็ตาม
"ไม่ทราบว่า คุณอี้ฟาน เอ่อ.......”
“ครับ?” คริสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีลังเลของชานยอล ด้วยอากัปกริยานั้นคล้ายกับคนที่อยากจะถามอะไรบางอย่างแต่ไม่แน่ใจว่าควรจะถามดีหรือไม่ ร่างสูงกังวลเพียงคำถามเดียวคือ คุณอี้ฟานเป็นคนเดียวกับคริสที่เป็นดาราใช่ไหม เพราะหากเป็นคำถามนั้น คริสคงอึดอัดและลำบากใจมากแน่
“ขับมอเตอร์ไซลค์เป็นหรือเปล่าครับ" ชานยอลไม่ปล่อยให้คริสต้องกังวลใจนาน “คนที่นี่ขี่มอเตอร์ไซลค์กันเป็นปกติ แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนที่โซลเข้านิยมขี่มอเตอร์ไซลค์กันหรือเปล่า ผมมาอยู่ที่นี่นานแล้ว”
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมขี่เป็น" คริสตอบ ร่างสูงรู้สึกโล่งอกกับคำถามของชานยอล เพียงแค่กังวลนิดหน่อยว่าพี่สาวของร่างโปร่งได้บอกอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างหรือไม่ แต่เอาเถอะ กังวลไปก็เท่านั้น
"อย่างนั้นก็ดีเลยครับ ผมมีมอเตอร์ไซลค์อยู่คันหนึ่ง ถ้าคุณอี้ฟานจะเอาไปใช้ล่ะก็ ตามสบายเลยนะครับ กุญแจแขวนอยู่ในครัว" ชานยอลขยันยิ้มเหลือเกิน ขยันจนคริสอดไม่ได้ที่ส่งยิ้มกลับไปให้บ้าง แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ยกขึ้นมาแค่เพียงมุมปากก็เถอะ
"ครับ ขอบคุณมาก"
"ขาดเหลืออะไร ผมอยู่ห้องตรงข้ามนะครับ เคาะเรียกได้เสมอ" ร่างโปร่งทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกนอกประตูไป ทิ้งให้คริสอยู่ในห้องคนเดียว พอไม่มีชานยอล ห้องเล็กๆนั้นก็พลันดูกว้างและเงียบเหงาลงไปถนัดตา
เกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกกัน

.
.

คริสนอนไม่หลับ
อากาศข้างนอกกำลังสบาย กลิ่นดอกโมกที่โชยผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้จิตใจสงบอย่างประหลาด ชานยอลไม่ได้มายุ่งวุ่นวายกับคริสอย่างที่กังวล ราวกับบ้านเป็นของเขาคนเดียว รู้ตัวอีกทีฟ้าข้างนอกก็มืดเสียแล้ว แต่ด้วยความขี้เกียจทำให้ชายหนุ่มไม่ได้ออกไปหาทานอาหารค่ำตามร้านอาหารอย่างที่นักท่องเที่ยวที่ดีควรจะทำ การนอนหลับพักผ่อนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากเวลาที่ต่างและความแปลกที่ทำให้ร่างสูงได้แต่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง
สุดท้ายคริสตัดสินใจลุกขึ้น หยิบแจ๊กเก็ตไหมพรมบางๆมาสวม ก่อนจะเปิดประตูห้องไป ตอนที่คริสมองพระจันทร์ผ่านหน้าต่างห้องนอน มันเป็นจันทร์เต็มดวงที่ทอแสงเหลืองนวลอยู่กลางท้องฟ้าเข้มราวกับผ้ากำมะหยี่ ชีวิตที่โซลคริสมองเห็นแต่แสงไฟของเมืองใหญ่กลบความงดงามของพระจันทร์ไปเสียสิ้น สิ่งที่น่าตลกกว่าก็คือแค่เพียงคริสเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นมันแล้วมากกว่า ขายาวๆในกางเกงผ้าป่านเนื้อเบาพาคริสมาที่สวนหลังบ้าน ชายหนุ่มเดินผ่านสนามหญ้าที่ชื้นด้วยน้ำค้าง ก่อนจะหยุดทิ้งตัวลงนั่งที่ริมแม่น้ำ แม่น้ำโขงยังคงรินไหลไปตามทางของมัน แว่วจั๊กจั่นกรีดเสียงอยู่ไกลๆ
คริสไม่รู้ตัวเลยว่านั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว จนกระทั่งสัมผัสเย็นเยียบกดลงมาอย่างแผ่วเบาข้างแก้ม ได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะเบาๆมาจากด้านบน คริสเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับชานยอลที่ยืนอยู่ พร้อมกับเบียร์สองกระป๋องในมือ
“เอ้า ผมให้ เบียร์ลาว คุณอี้ฟานลองดื่มดู”
ร่างโปร่งเปิดกระป๋องเบียร์แล้วส่งให้คริส ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ คริสรับมายกขึ้นจิบ เบียร์ลาวรสชาตินุ่ม นุ่มจนเกือบเบา แต่กรุ่นกลิ่นหอมของเบียร์จางอยู่ในกระแสสีทองที่ไหลลงคอ แม้จะเทียบกับเบียร์ในฝั่งยุโรปอย่าง Guinness ของไอซ์แลนด์ไม่ได้ แต่ความนุ่มของมันก็เหมือนกับ ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆเขาตอนนี้ล่ะมั้ง
“เบียร์นุ่มดี ขอบคุณมาก"
“ใครๆก็บอกว่าเบียร์ลาวรสนุ่ม ดื่มเป็นโหลก็ไม่เมา”
“ก็เลยชอบดื่มหรือไง?” อดไม่ได้ที่เย้า ตั้งแต่การปรากฏตัวของเจ้าของบ้านในคืนนี้ทำให้คริสรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญ แต่รู้สึกอยากให้ชานยอลนั่งอยู่ด้วยตรงนี้นานๆ
เหมือนเป็นความอุ่นใจ
“ดื่มเบียร์แล้วอ้วนนะครับ คุณอี้ฟานก็ระวังเถอะ”
“ระวังอะไรหรือ”
“ระวังผมชวนดื่มเบียร์บ่อยเข้า น้ำหนักได้ขึ้นกันละ” ขยันส่งยิ้มอีกแล้ว คริสอยากจะเอื้อมมือไปสางกลุ่มผมหนาสีน้ำตาลอ่อนของชานยอลเล่นเหลือเกิน
“กลัวไม่ชวนมากกว่า” คริสส่งยิ้มกว้างจากใจให้ชานยอลเป็นครั้งแรก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีก็ได้ที่รอยยิ้มของเขากว้างขนาดนี้
“คุณอี้ฟานยิ้มสวยดีนะครับ น่าจะยิ้มบ่อยๆนะ”
“ใครจะเหมือนนายเล่า ขยันยิ้มเหลือเกิน อ้อ อีกอย่างเรียกฉันว่าอี้ฟานก็พอ เรียกคุณอี้ฟานแล้วฟังดูแปลกๆพิลึก” คุณอี้ฟานฟังแล้วแปลกๆงั้นหรือ คริสรู้ว่าตัวเองโกหก ใครๆก็เรียกเขาว่าคุณคริสทั้งนั้น แต่เพราะเขาไม่ได้อยากรู้จักคนเหล่านั้นมากขึ้น ไม่ได้อยากสนิทสนมด้วย ระยะห่างก็เป็นสิ่งจำเป็นแล้ว
แต่กับชานยอล สรรพนามที่คริสใช้ หวังว่าร่างโปร่งที่นั่งชมวิวอยู่เคียงข้างจะรู้ว่ามันเปลี่ยนไป จากคุณ และผม เป็นฉันกับนาย
เพราะไม่ได้อยากให้มีระยะห่างระหว่างกันเกินไปละมั้ง
“อี้ฟานก็อี้ฟาน ถึงแม้ว่าคุณจะดูแกกว่าผมก็เถอะ เอ้า เรามารู้จักกันใหม่ สวัสดีอี้ฟาน ผมชื่อชานยอล” ชานยอลยื่นมือมาจับมือคริสเขย่าเหมือนเด็กประถมที่เพิ่งแนะนำตัวกันใหม่ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา “จริงๆแล้วเราควรจะเปลี่ยนเป็นการชนกระป๋องเบียร์มากกว่านะ”
คริสหัวเราะกับอากัปกริยานั้น ก่อนจะเบือนหน้าจากดวงหน้าขาวๆของชานยอลไปยังแม่น้ำโขง
“ตอนนี้ก็ใกล้ฤดูหนาวแล้วสินะ”
“ตัวผมเองชอบฤดูหนาวมากเลยนะ”
“นายชอบฤดูหนาวอย่างนั้นหรือ”
“ครับ ผมชอบฤดูหนาว ผมชอบความรู้เศร้า ชอบเวลาที่ลมหนาวพัดมาแล้วเราต้องการอ้อมแขนของใครสักคน”
“นายน่าจะเป็นคนชอบฤดูร้อนมากกว่าฤดูหนาวนะ” คริสเย้า แต่อดไม่ได้ที่จะคล้อยตามไปกับความชอบของชานยอลที่ว่าคนเราควรจะมีความเศร้าสร้อยมากพอที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ มันช่างตรงกับความรู้สึกของคริสในตอนนี้เหลือเกิน
“ผมอยากเป็นอ้อมแขนให้ใครสักคนในฤดูหนาว เพราะอย่างนั้นผมเลยยิ้มบ่อยๆยังไงล่ะ” ร่างโปร่งที่นั่งข้างๆส่งยิ้มให้คริสอีกแล้ว “ผมเปิดเกสต์เฮาส์เพราะผมชอบเรียนรู้จากผู้คน จริงอยู่ที่ทุกคนที่มาพัก ไม่ได้ตั้งใจจะมาเที่ยวลาวซะทุกคนหรอก บางคนมาที่นี่เพราะมีอะไรบางอย่าง อกหักบ้าง เสียใจบ้าง หนีอะไรบางอย่างมาบ้าง แต่อย่างน้อย ผมอยากให้ทุกคนที่มาพักที่มีความสุขเหมือนอย่างที่ผมรู้สึก”
“รอยยิ้มของนายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจมากนะ ชานยอล”
“ไม่หรอกครับ ผมว่าเบียร์นี่แหละ ที่ร้ายกาจที่สุด เพราะมันทำให้คุณอ้วนได้ง่ายมากเลย” ชานยอลหัวเราะ ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น คริสไม่รู้ตัวเลยว่าเบียร์หมดกระป๋องไปนานเท่าไหร่แล้ว
“นี่ดึกมากแล้ว ผมเข้าบ้านก่อนนะ ระวังเป็นหวัดด้วยล่ะอี้ฟาน”
“ฉันก็จะเข้าเหมือนกัน” คริสยันตัวลุกขึ้นบ้าง มือหนาถือกระป๋องเบียร์เปล่าเอาไว้ก่อนจะหยิบกระป๋องเปล่าในมือของชานยอลมาถือให้ “เดี๋ยวทิ้งให้เอง”
ชานยอลพยักหน้า ก่อนจะเดินเคียงข้างคริสไปอย่างเงียบๆ ผ่านแนวรั้วของต้นโมกที่ออกดอกสีขาวเป็นช่อพราว ร่างโปร่งเดินไปเด็ดช่อดอกโมกมาช่อหนึ่ง ก่อนจะส่งให้คริส
“วางไว้ข้างหมอนสิครับ คนลาวเชื่อว่าต้นโมกเป็นไม้มงคล ป้องกันอันตราย คืนนี้คุณจะได้หลับสบาย” แต่เนื่องจากสองมือของคริสถือกระป๋องเบียร์เอาไว้เสียแล้ว ชานยอลเลยทัดช่อดอกโมกช่อนั้นที่ข้างหูของคริสแทน
“คืนนี้ผมคงฝันดี” ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าขาวนวลด้วยความรู้สึกประหลาดที่แล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนคริสจับความรู้สึกนั้นไม่ทัน ชานยอลหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินไปเด็ดช่อดอกโมกอีกช่อมาทัดไว้ที่หูของตัวเองบ้าง ก่อนจะหันหลังมามองหน้าคริส แล้วส่งยิ้มให้อีกครั้ง
“เราคงฝันดีทั้งคู่”
วินาทีนั้นคริสรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกหลุมรัก
.
.

เช้านี้ฝนตก
กาน้ำชาที่ชานยอลตั้งไว้บนเตาแต่เช้าส่งเสียงหวูดออกมาแหลมแก้วหู ร่างโปร่งสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนเดินไปหยิบการน้ำชาขึ้นจากเตาด้วยความรีบร้อน มือข้างหนึ่งก็จับติ่งหูตัวเองเอาไว้ ชานยอลเคยจำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ของเขาเคยสอนไว้ว่า เวลาหยิบจับของร้อนให้ใช้มือข้างหนึ่งจับติ่งหู ชานยอลเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไม แต่เขาก็ทำตามที่แม่สอนแบบนี้เรื่อยมา อธิบายไม่ได้อีกเหมือนกัน
อากาศแบบนี้ แม้ชานยอลจะเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงนอนต่ออีกสักสามสี่ชั่วโมงก็ได้ หรือจะดูโทรทัศน์สบายใจเชิบก็ทำได้อีกเหมือนกัน แต่ยามเช้าจะมีรายการอะไรน่าดูไปกว่าข่าวที่แสนน่าเบื่ออีกล่ะ ชายหนุ่มลงมือชงกาแฟ เริ่มด้วยกาแฟสาม น้ำตาลสอง ครีมหนึ่งแบบที่ชอบเป็นประจำ อากาศหนาวพัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ร่างโปร่งเผลอเอามือกุมถ้วยกาแฟแน่น เพื่อขอไอร้อนจากถ้วยสร้างความอบอุ่นให้กับมือ
พาลคิดไปถึงชายหนุ่มร่วมบ้านอีกคน
ถ้าให้เดา อี้ฟานคงชอบกาแฟขมๆแบบไม่ใส่ความหวานอะไรเลย ถึงแม้รสชาติของกาแฟจะมีความขมปร่าแต่ก็เจือไว้ด้วยความหวานอ่อนๆที่ปลายลิ้น
เหมือนเบียร์ลาวเมื่อวานล่ะมั้ง
เมื่อพี่ยูราบอกว่าจะมีแขกมาพักที่เกสท์เฮาส์ ชานยอลก็ตอบตกลงทั้งๆที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่รับใครเข้ามาพักในช่วงนี้ พี่สาวของเขาไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากไปกว่าชื่อ ชานยอลเองก็ไม่ได้ใส่ใจจะถาม แต่ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามายามเมื่อเจออี้ฟานก็คือ
ความเหงา
ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือไม่ แต่แววตาคมๆที่ซ่อนอยู่ในแว่นตาเรย์แบนด์ราคาแพงระยับนั่นเจือด้วยความเหงา ชานยอลรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ไหนจะท่าทีที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงในตอนแรกนั่นอีก อี้ฟานหนีอะไรมาจากไหน ชานยอลไม่รู้ และไม่คิดจะซักด้วย แต่เมื่อเลือกที่จากความรู้สึกเหล่านั้นมาแล้ว ก็ควรจะอยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่ไม่ใช่หรือ
เพราะคนเรามักปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในวันที่เราต้องการมันอย่างถึงที่สุด เรามักปฏิเสธความห่วงใย ด้วยการโกหกคนอื่นและตัวเราเองว่าไม่เป็นไร ยามเมื่อเราร้องไห้ เรามักปฏิเสธความหวังดี ด้วยการโกหกคนอื่นและตัวเราเองว่า อยากอยู่คนเดียว เมื่อยามเราเหงาจับใจ
มนุษย์เรามักเป็นอย่างนี้ ชานยอลเองก็เหมือนกัน
เพราะเห็นอี้ฟาน ความทรงจำเก่าๆก็กลับมาทักทายชานยอลในเช้าวันฝนตกอีกครั้ง ไม่รู้ว่าคนๆนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ... คนที่ทำให้ชานยอลอยากเป็นคนดีในทุกๆวันคนนั้น
พี่เควิน

ชานยอลเจอกับ ‘พี่เควิน’ ที่ค่ายสานสัมพันธ์ เขาเป็นพี่เลี้ยงของชานยอลสมัยที่ยังเป็นนักเรียกแลกเปลี่ยนที่แวนคูเวอร์ แคนาดา
ในช่วงที่ไปถึงใหม่ๆ ชานยอลถูกคนรักที่คบกันมาได้สามปีบอกเลิก เพราะเหตุผลที่ว่า ร่างโปร่งต้องไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี ความจริงชานยอลเองก็ทำใจเอาไว้สักระยะหนึ่งแล้วแล้วว่าระยะหลังคนรักของเขามีใจออกห่าง แต่ก็เลือกที่จะเฉย ทำเป็นไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
จนกระทั่งในคืนแรกของการเข้าค่าย โทรศัพท์ก็ดังขึ้น แล้วมันเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์ตลอดระยะเวลาสามปีของเรา
ชานยอลพยายามบอกตัวเองว่าต้องไม่ร้องไห้ คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่กับการเป็นคนถูกทิ้ง
แต่น้ำตาไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นด้วยเลย มันไหลออกมาเป็นทาง แม้จะน้อยนิด แต่ก็ร้อนผ่าว
หนักเข้า ร่างโปร่งก็แอบไปร้องไห้ที่ห้องอาหารในยามที่ทุกคนมีความสุขกับบทเพลงไพเราะในห้องประชุม แล้วเควินก็เข้ามาพบเข้าพอดี ชานยอลไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงเข้ามาในห้องอาหารได้ แต่ตอนนั้น น้ำตาของชานยอลกำลังไหลเป็นสาย
“ร้องไห้ เป็นอะไร” มือหนาแตะที่ไหล่เบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงเป็นเพื่อน ชานยอลเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะก้มหน้ากลับลงไปมองที่พื้นห้องอีก
“ไม่ได้เป็นอะไรครับ....ผมไม่ได้เป็นอะไร”
“มีอะไรก็บอกพี่ได้ ถึงพี่จะไม่รู้จักน้องก็เถอะ”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆครับพี่ ผมอยู่คนเดียวได้”
“ไม่เป็นอะไร ทำไมร้องไห้ เอาเถอะ ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ให้พี่นั่งเป็นเพื่อนเถอะนะ”
แล้วเควินก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย นอกจากการนั่งเป็นเพื่อนชานยอลเงียบๆ แล้วกุมมือเรียวเอาไว้ ในขณะที่น้ำตาไหล แต่.....................ความรู้สึกสบายใจกลับแล่นปราดเข้ามาในหัวใจของเหมือนไฟอันอบอุ่น
ไม่รู้ว่าทำไม
หลังจากนั้น ร่างสูงก็เพียรมาดูแลชานยอล เวลากินข้าวก็มานั่งกินข้าวด้วย ทั้งๆที่รุ่นพี่ รุ่นน้องคนอื่นก็มาช่วยเควินไปนั่งด้วยกัน แต่เควินก็ไม่ยอมไป ด้วยเหตุผลที่ว่า คุยกับชานยอลแล้วสนุกดี ทั้งๆที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมายเลย หรือแม้กระทั่งในคลาสเรียนภาษา เควินก็เพียรมาดูแลคอยถามไถ่ ทั้งๆที่เควินเองก็ต้องมีรุ่นน้องอีกหลายคนที่ต้องดูแลและรับผิดชอบ
แค่นั้นก็ทำให้ชานยอลประทับใจในตัวเควินมากพอแล้ว
แล้วในวันอำลา จะเป็นวันที่รุ่นพี่จะมาผูกข้อมือรุ่นน้องด้วยเชือกสีขาวที่หมายถึงความรักที่บริสุทธิ์ เป็นการย้ำเตือนว่า เรายังอ่อนวัยนัก เกินกว่าจะตัดสินใจอะไรเอง ระวังอย่าให้เปรอะสีสกปรกเป็นอันขาด รุ่นน้องทั้งหมดนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม ชานยอลอยู่วงกลมวงหลัง แถมอยู่ในโซนที่ค่อนข้างจะห่างไกลความเจริญเสียด้วย รุ่นพี่ทุกคนเดินถือเทียนไขคนละแท่งส่องสว่างในความมืดและเตรียมพร้อมที่ผูกข้อมือให้น้องๆแต่ละคน ชานยอลเห็นร่างสูงของเควินกวาดสายตามองหาใครบางคนไปทั่วตั้งแต่วงแรกจนมาถึงวงกลมที่สอง พอเควินเห็นชานยอลที่นั่งอยู่ก็ยิ้มออกมาแล้วเดินตรงมามาผูกข้อมือให้
“ต้องเข้มแข็งรู้ไหม เวลาเศร้าก็ร้องไห้ออกมาเถอะ แต่ขอให้น้ำตาที่ไหลออกมาเตือนใจเราว่า ... เรายังต้องก้าวต่อไปในอนาคตนะ พี่ขอให้ชานยอลโชคดีในการใช้ชีวิตต่างแดน แล้วอย่าลืมคิดถึงพี่บ้างนะ รู้ไหม พี่ผูกข้อมือให้ชานยอลเป็นคนแรก และพี่จะไม่ผูกให้ใครอีก แต่ชานยอลต้องเข้มแข็งนะ พี่เอาใจช่วย”
แล้วเควินก็ทำอย่างที่พูด นั่นก็คือ ไม่ผูกข้อมือให้รุ่นน้องคนไหนอีก แม้รุ่นน้องจะรบเร้าให้เควินผูกให้เท่าไหร่ รุ่นพี่คนดีขวัญใจค่ายก็บอกยิ้มๆเพียงแค่ ขออวยพรให้แทนการผูกข้อมือเท่านั้น
ประทับใจ ความประทับใจที่มี...............มันมากเหลือเกิน มากจนแปรเปลี่ยนเป็นคำว่า หลงรัก ทั้งรัก ทั้งคิดถึง ทั้งอยากเจอหน้า เควินทำให้ชานยอลไม่อยากไปจากไปไหน อยากจะอยู่ที่นี่ตลอดไป
แต่ด้วยความเวลา และความห่างไกล ทำให้เรื่องของเควินจึงกลายเป็นความทรงจำที่สวยงามประทับอยู่ในใจของชานยอล
บางครั้งการได้ทักทายความทรงจำเก่าๆก็เป็นเรื่องดี แต่เวลาที่เราเพียรรักษาความทรงจำของเราให้งดงาม และสวยสดที่สุด กลับเป็นเวลาที่เราได้มีโอกาสรับรู้ว่า ความทรงจำของเรา สุดท้ายก็มีวันสิ้นสุด เพื่อรอการเริ่มต้นใหม่
“สะบายดีครับ ชานยอล”
ร่างสูงสวมเสื้อยืดที่เกือบจะย้วยและกางเกงผ้าป่านที่สวมเมื่อคืนเดินลงมาจากบันได เดินผ่านครัวมาหยุดหยุดยืนหน้าชานยอล
“สะบายดีครับ อี้ฟาน”
มันเป็นคำทักทายง่ายๆ ชานยอลผายมือไปที่เก้าอี้ตรงข้าม อี้ฟานพยักหน้าก่อนจะเดินไปนั่งตามคำเชิญ บรรยากาศข้างนอกที่ขมุกขมัวในตอนแรกเริ่มมีละอองแดดสาดเข้ามาให้พอสดชื่น ลมอ่อนๆพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าหลังฝนตกเข้ามาผ่านหน้าต่าง
“กาแฟไหมครับ”
ยื่นแก้วเซรามิคส่งให้ อี้ฟานรับแก้วมาจิบอย่างไม่ถือว่าเป็นการใช้แก้วร่วมกัน ก่อนส่งกลับให้ชานยอล
“ทานอาหารเช้าหรือยัง? ถ้ายัง สนใจไปทานกับฉันไหม”
“เอาสิครับ ไปกันเลยไหม?”
ชานยอลซดกาแฟที่เหลืออยู่จนหมดแก้ว ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างโปร่งเดินไปหยิบกุญแจมอเตอร์ไซลค์ที่แขวนอยู่ที่ราวแขวนกุญแจในครัว มองหน้าอี้ฟานที่ยังนั่งงงๆอยู่ที่เก้าอี้
“ผมจะพาไปทานข้าวจี่ มันคล้ายๆกับขนมปังบาเกตต์ใส่ใส้ คนที่นี่กินเป็นอาหารเช้า ผมมีร้านประจำอยู่ร้านหนึ่ง ไม่ไกลมาก ขับมอเตอร์ไซลค์ไปห้านาทีก็ถึงแล้ว”
อี้ฟานไม่พูดอะไร แต่เดินตามชานยอลออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ

.
.
“อาหารเซ้าสะตายฝะลั่งมาแล้วเด้อ”
“สะตายฝะลั่งคืออะหยั่ง นี่มันเข้าจี่ ต้องสะตายลาวสิเอื้อย”
ขนมปังยาวแบบฝรั่งเศสอบในเตาแบบโบราณ ให้ความกรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ต่างๆเช่นแครอท หัวหอม ผักกาดหอม ปาเตหรือตับบด หมูยอ หมูหยอง แจ่วบ่องหรือน้ำพริกเผาของลาว ไข่เจียวซอย ถูกวางลงตรงหน้าของทั้งคู่ พร้อมๆกับเสียงเย้าของป้าเจ้าของร้าน คริสสังเกตว่าคนแถวนี้ต่างรู้จักชานยอลกันทั้งนั้น ไม่มีใครรู้จักคริสเลยสักคน แล้วไอ้ภาษาลาวที่ชานยอลใช้พูดก็ฟังดูน่ารัก แม้คริสจะไม่เข้าใจความหมายเลยก็เถอะ
“ลองทานดูนะครับ ร้านนี้อร่อยและก็สะอาดมากเลย ถ้าเช้าวันไหนไม่ขี้เกียจผมขับมอเตอร์ไซลค์มากินประจำ” ดวงตากลมโตมีประกายลุ้น ยามเมื่อคริสหยิบข้าวจี่ขึ้นมากัดคำหนึ่ง รสชาติของข้าวจี่ที่ชานยอลบอกว่าอร่อยนักหนาสมคำคุยจริงๆ
“อร่อย”
รอยยิ้มสวยๆของชานยอล ทำให้บรรยากาศร้านข้าวจี่ริมถนนในตอนเช้าดูสดใสขึ้นมาทันที เมื่อคืนคริสวางช่อดอกโมกไว้ข้างหมอนอย่างที่ชานยอลแนะนำ ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือไม่แต่มันทำให้คริสนอนหลับสบาย และตื่นเช้าแบบไม่ปวดหัวเหมือนทุกครั้ง
“คราวหน้าเรามากินกันอีกได้นะ อี้ฟานยังอยู่อีกตั้งเดือน”
“ได้ นายพาฉันมาอีกแล้วกัน”
นั่นสินะ คริสยังมีเวลาอีกตั้งเดือน ก่อนจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆที่เคยใช้มา แม้นี่จะเป็นแค่สองวันที่คริสอยู่ที่นี่ แต่หัวใจกลับพบความอบอุ่นที่มากกว่าที่เขาพบมาทั้งปีเสียอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความอบอุ่นเหล่านั้นมาจากร่างโปร่งที่นั่งตรงข้ามเขาในตอนนี้มากกว่าครึ่ง

คริสตกหลุมรักชานยอลเข้าจริงๆเสียแล้วสินะ


i128lala
Admin

Posts : 44
Join date : 2014-03-08

View user profile http://i128lala.thai-forum.net

Back to top Go down

View previous topic View next topic Back to top


 
Permissions in this forum:
You cannot reply to topics in this forum