GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

View previous topic View next topic Go down

GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by i128lala on Sat Mar 08, 2014 4:25 pm

0 1
G U A N G Z H O U M O D I F Y
K R I S

ผมชื่อคริส อายุ 27 ปี
สัญชาติ: แคนาเดียน ภูมิลำเนาเดิม: กวางโจว
อาชีพปัจจุบัน: ผู้จัดการใหญ่ธนาคารหลี่ฮัวฟ่งหยู
ส่วนสูง: 192 เซนติเมตร น้ำหนัก: 70 กิโลกรัม
อ่านประวัติคร่าวๆแล้ว คุณคงคิดภาพผมเป็นเด็กจีนธรรมดาทั่วๆไปที่เกิดที่จีนแต่ไปโตที่เมืองนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ลี้ภัยทางการเมืองเนื่องจากผลของช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนอะไรเทือกๆนั้น แต่เปล่าเลย ผมไม่ได้แก่ขนาดนั้น คิดว่าตัวเองเป็นเจนเนอเรชั่นที่สองเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่ผมพูดภาษาจีนกลางและกวางตุ้งได้ดีพอๆกับภาษาอังกฤษ และการย้ายมาทำงานที่ธนาคารหลี่ฮัวฟ่งหยูที่ขยายสาขามาที่เกาหลีทำให้ผมได้ภาษาเกาหลีพ่วงเข้ามาอีกหนึ่ง และนั่นเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ประวัติของผมดูดีขึ้นไปอีก
ก็อย่างที่บอกไป ผมชื่อคริส หากคุณเดินเข้าไปถามหาชื่อผมในสำนักงานใหญ่ที่คังนัมแล้วล่ะก็ คงไม่มีใครรู้จักไอ้คริสที่คุณพูดถึงหรอก แต่ถ้าถึงผู้จัดการอู๋แล้วล่ะก็ คุณจะได้รับรอยยิ้มแห้งๆที่เต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจแล้วบอกว่า กรุณารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะไปเรียนท่านให้ เป็นการตอบแทน สำหรับพนักงานและลูกน้องผมคือ อู๋อี้ฟาน ผู้จัดการมาดนิ่งที่ใครๆก็ไม่กล้าเข้าหน้าเท่าไหร่นัก ผมเป็นคนค่อนข้างเจ้าระเบียบ และติดไปทางดุอยู่มาก จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนที่ร้ายกาจขนาดนั้น แต่เพื่อการปกครองคนหมู่มาก ผมจำเป็นต้องใช้ความนิ่ง
เพราะด้วยความนิ่งนั่นแหละ ทำให้ผมไม่มีเพื่อนร่วมงานที่สามารถออกไปดื่มด้วยกันได้ในคืนวันศุกร์ แต่พวกคุณไม่ต้องทำหน้ายี้ว่าชีวิตของผมทำไมเศร้าสร้อยได้ถึงขนาดนี้ ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่มีเพื่อน ผมมีเพื่อนสนิทที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแท้อยู่หลายคน เพียงแต่เราไม่ได้ทำงานด้วยกันเท่านั้น เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าคุณลองมองไปที่ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่กลางย่านทงแดมุน คุณจะเห็นผู้ชายหน้าหวานคนหนึ่ง ส่งยิ้มที่หวานยิ่งกว่าลูกฟิกเคลือบน้ำตาลมาให้คุณ ในมือของเขาถือช๊อคโกแลตที่เพิ่งทำยอดขายได้ถล่มทลายเพราะมี ลู่หาน นายแบบหนุ่มอนาคตไกลขวัญใจสาวมัธยมเป็นพรีเซนเตอร์ ไอ้ลู่หานนั่นแหละเพื่อนผม ถัดไปอีกป้ายโฆษณา ชายหนุ่มในชุดเทรนด์โค้ทของเบอร์เบอรี่กำลังหรี่ตาคมของเขามองคุณลอดแว่นตาสีชาทรงคลาสสิคในยี่ห้อเดียวกัน นั่นก็อีกคน ฮวางจื่อเทา นายแบบดาวรุ่งที่ตีความแรงคู่มากับลู่หาน หลายคนนินทากันว่าสองคนนี้ไม่กินเส้นกัน เพราะเข้าวงการมาไล่เลี่ยกัน ดังเป็นพลุแตกมาด้วยกัน แต่ความเป็นจริงแล้ว ไอ้สองคนนี้มันสนิทกันจะตาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสนิทยามเหล้าเข้าปาก จื่อเทาไม่ก็ลู่หานสามารถตื่นขึ้นมาแล้วเจอรอยชกเข้าที่หน้าโดยไม่ตกใจไปถามหาว่าใครเป็นคนต่อยกู เพราะรู้ว่าคู่กรณีมีไม่กี่คน
ถามว่าผมไปรู้จัดสุดยอดนายแบบสองคนนี้ได้ยังไงน่ะหรือ ก็คงต้องบอกว่าถ้าลองย้อนกลับไปเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว หากคุณยังพอจำได้ ยังมีนายแบบอีกคนที่เริ่มเดบิวซ์มาพร้อมกัน ผมให้เวลาคุณสามนาทีในการนึกถึงเขา ใช่ เควิน ใครๆต่างก็บอกว่าพวกเขาสามคนคือปรากฏการณ์ใหม่ของวงการนายแบบ ถ้าลู่หานคือตัวแทนของความน่ารัก จื่อเทาก็คือตัวแทนของความแข็งแกร่ง และ เควินคือตัวแทนของความเย้ายวน แต่โชคร้ายไปนิดที่ไอ้เควินมันเบื่อง่าย ก็เลยออกจากวงการ มาทำงานธนาคาร ไต่เต้าจนได้เป็นผู้จัดการธนาคารที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออก
เควินคือผมเอง คริส อู๋ หรือ อู๋อี้ฟาน
เอาเป็นว่า คุณรู้จักผมแล้ว อย่าไปบอกใครเรื่องนี้เลยนะครับ ผมพอใจกับชีวิตปัจจุบันที่ไม่วุ่นวายไปด้วยแสงแฟลต เหล้า ยา และปาร์ตี้แล้ว ถึงแม้จะยอมรับว่าบางครั้งก็หวนคิดถึงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ก็เถอะ แต่ตำแหน่งผู้จัดการธนาคารก็ทำให้เงินให้ผมมากพอจะใช้สุรุ่ยสุร่าย หรือเลี้ยงดูใครอีกคนได้อย่างสบายๆ
พูดถึงใครอีกคน เรื่องราวของเขากับผม เริ่มต้นในเย็นวันศุกร์ โทรศัพท์ของผมดังขึ้น ปลายสายไม่ใช่ใคร คิมจุนมยอนผู้ยิ่งใหญ่ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรม แห่งมหาวิทยาลัยฮวาซอง เพื่อนรุ่นพี่ของผมที่รู้จักและเคารพมาตั้งแต่สมัยที่ผมยังอยู่แคนาดานั่นเอง เขาไม่ใช่ใครอีกคนของผมหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด พี่จุนมยอนโทรมาเพื่อชวนผมไปเลี้ยงเบอร์เบิ้ลเพียวๆสักแก้วสองแก้วที่บาร์โปรดของพวกเราต่างหาก และผมเองก็ตอบรับ อยู่ๆดีมีเหล้ามากระแทกปาก ใครเล่าจะอดใจไหว
แต่ทันทีที่เหล้าเข้าปากผม เรื่องก็เกิดขึ้น
“เฮ้ย คริส มึงช่วยกูหน่อยเหอะว่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะ ฮยอง”
“มึงจำได้ไหมว่ากูเคยเปรยๆกับมึงว่า กูรับผิดชอบโปรเจคจบของเด็กในเอกสามคน”
“จำได้ครับ” แล้วก็จำได้ด้วยว่าพี่จุนมยอนบอกว่า ทั้งเอกมีกันอยู่แค่สามคน แถมยังเป็นเอกที่น้อยคนจะกล้าลงเรียน เอกประติมากรรมเป็นเอกที่จบออกมาแล้วอาชีพที่รับรองในด้านนี้น้อยมาก เพราะฉะนั้นคงที่ลงเรียนในเอกนี้ต้องเป็นคนที่มีใจรักในงานปั้นมากจริงๆ
“ทีนี้ สองในสามเนี่ย กูไม่ห่วงเท่าไหร่ กูห่วงคนสุดท้าย ถึงต้องมาขอให้มึงช่วย”
“ผมจะไปช่วยอะไรได้ ฮยอง วาดรูปผมยังแย่เลย”
“ไม่ กูไม่ได้ขอให้มึงไปช่วยเขาวาดรูป กูมาขอให้มึงช่วยเป็นแบบปั้นให้กับโปรเจคจบของลูกศิษย์กูหน่อย”
พรวดดดดดดดดด
เบอร์เบิ้ลที่กำลังจิบเข้าปากก็ต้องมีอันได้พุ่งพรวดออกมาให้พอเสียดาย ผมทุบอกแก้สำลักเบาๆ โดยมีพี่จุนมยอนช่วยลูบหลังให้
“มึงก็รู้ว่ากูถูกอาจารย์เอกอื่นเหยียดขนาดไหน เอกประติมากรรมน่ะ ไม่ค่อยมีเด็กเรียน ผลงานโปรเจคจบก็ไปสู้เด็กเอกอื่นไม่ได้ ถ้ามองจากภาพรวมของคณะก็มีแต่ผิดหวัง ปีนี้กูได้เพชรมาอยู่ในเอก ปาร์คชานยอลคือคนที่คนที่กูตั้งความหวังเอาไว้มากที่สุด กูเลยอาสาหาแบบมาให้เขาปั้น และมึง ไอ้อู๋อี้ฟาน มึงเป็นคนเดียวที่กูเห็นว่ารูปร่างและฟิคเกอร์ของมึงสมบูรณ์แบบที่สุด จนถึงตอนนี้ เพราะฉะนั้น กูขอร้องในฐานะรุ่นพี่ จงมาเป็นนายแบบให้ลูกศิษย์กูเสียเถิด”
พี่จุนมยอนร่ายยาวจนผมตามแทบไม่ทัน ดูเหมือนไอ้ร่ายยาวๆนั้นจะมีคับแค้นใจส่วนตัวอยู่มาก เอาจริงๆผมไม่สนว่านายปาร์คชานยอลจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน และผมมั่นใจว่า ต่อให้ผมไม่เป็นนายแบบให้เขา และถ้าเด็กชานยอลนั่นมีความสามารถมากพอ จะเอาพี่จุนมยอนไปเป็นแบบให้ ชานยอลก็ปั้นรูปหล่อออกมาให้สวยได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผมที่เป็นนายแบบเลย อีกอย่าง ผมเองต้องทำงาน จะเอาเวลาที่ไหนมาเป็นแบบให้ เลิกงานก็เย็นแล้ว ผมเองก็อยากพักผ่อน และจำเป็นต้องพักผ่อน จะเอาเวลาพักผ่อนอันมีค่าไปให้กับชานยอลที่ผมจินตนาการว่าต้องเป็นชายหนุ่มผมยาว เซอร์สะพายเป้ขาดๆ สวมรองเท้าตุ่นๆทำไมกัน
“คิดดูดีๆนะ คริส กูมีคนรู้จักเป็นเจ้าของอาร์ตแกลอรี่ที่กำลังจะสร้างโปรเจคแกลอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในแทฮังโน่ กูจะแนะนำเขาให้มาคุยกับธนาคารของมึง ถ้าทำยอดได้จากอาร์ตแกลอรี่ของคนรู้จักกูแล้วล่ะก็ กูได้ชื่อเสียง มึงได้หน้าที่การงาน เราก็วินวินทั้งคู่นะ”
พี่จุนมยอนควรจะเป็นโฆษกรัฐบาลสักชุดนะ เพราะน้ำเสียงที่รุ่นพี่ของผมใช้มันฟังดูน่าเชื่อถือและน่าคล้อยตามเป็นที่สุด แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่ตัดสินใจ ไอ้โปรเจคอาร์ตแกลอรี่นั่นผมได้ยินผ่านหูมาบ้างแล้ว และธนาคารคู่แข่งของผมก็กระเหี้ยนกระหือรือจะได้โปรเจคนี้มาอยู่ในมือเหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึงยอดเงินมหาศาลที่จะเข้ามาเป็นกำไรเพิ่มค่าไอคิวให้กับบริษัท
แต่ในระหว่างที่ผมกำลังทบทวนข้อเสนอด้วยการจิบเบอร์เบิ้ลไปด้วย ก็มีชายหนุ่มหน้าตาหน้าดีคนหนึ่งเดินตรงมายังโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ เจ้าเด็กนั่นหน้าหวานเป็นบ้า ตากลมโตมีประกายซุกซน แม้ผมจะตัดสั้นจนเกือบจะเรียกว่าไถแถมยังทำสีเข้ม ก็ไม่สามารถลดความหวานของหน้าได้เลย เอาเป็นว่าเด็กคนนี้ถูกใจผมถึงระดับสิบ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงลุกจากที่นั่งแล้วเดินตรงไปขอเบอร์แล้ว
“อาจารย์มาเที่ยวที่นี่ด้วยเหรอครับ” เสียงของน้องเขาทุ้มขัดกับหน้าตาอย่างแรง ถ้าฟังแต่เสียง ผมคงนึกว่า เป็นเด็กรับจ้างทวงหนี้อะไรทำนองนั้น
“ใช่ เรามาทำอะไร นี่มาคนเดียวหรือ” พี่จุนมยอนปรับความเยือกเย็นได้เหมาะสมกับการเป็นอาจารย์อย่างที่สุด ทั้งที่เมื่อกี้ยังพูดมึงกูกับผมอยู่เลย
“อ๋อ ผมมาคนเดียวครับ พอดีผมคิดไม่ออกว่าโปรเจคจะเอายังไงดี ก็เลยมาดื่ม ที่นี่มันใกล้แฟลตผม แต่ไม่คิดว่าจะมาเจออาจารย์ที่นี่ นี่ผมดื่มเสร็จแล้ว กำลังจะกลับครับ” ดูน้องเขานี่ก็เปรี้ยวดีเหมือนกันแฮะหน้าหวานขนาดนี้ยังมาดื่มเหล้าคนเดียว ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“หมดไปกี่แก้วแล้วละ”
“ไม่มากครับ นี่ผมสติยังครบถ้วน”
“อ้อ เรื่องโปรเจคน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ อาจารย์กำลังพยายามหาแบบให้อยู่ แล้วก็กลับบ้านดีๆล่ะ อย่าไปต่อยใครเข้า”
“คร้าบบบบโผมมมม” น้องหน้าหวานลากเสียงยาว ก่อนจะค้อมตัวลงทำความเคารพพี่จุนมยอน แล้วเดินหันหลังออกไปด้วยท่วงท่าสบายๆ โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของผมมองตามเขาไปจนถึงประตูบาร์ ลองว่าเป็นคนรู้จักของพี่จุนมยอนแล้วล่ะก็ ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมที่จะทำความรู้จักแล้ว
“นั่นน่ะ ปาร์คชานยอล”
พรวดดดดดดดดด
ไม่รู้ว่าพี่จุนมยอนเป็นอะไรกับผมก็อีตอนที่กำลังจะส่งเบอร์เบิ้ลเข้าปากทุกที เจ้าเด็กหน้าหวานนั่นน่ะเรอะ ปาร์คชานยอล ภาพเด็กเอกประติมากรรมที่มีอยู่ในหัวว่าต้องเป็นแบบมนุษย์ถึกๆ ตะโกนสั่งหล่อปูน มาวัดสเกลร่างกายผมนี่มลายหายไปด้วยชื่อของปาร์คชานยอลเพียงคนเดียว
“มึงโอเคไหมเนี่ย ถ้ามึงไม่สบายใจ เดี๋ยวกูไปขอให้จื่อเทามันช่วยก็ได้ ติดแค่ไอ้จื่อเทามันว่างไม่เป็นเวลา งานเด็กมันจะรวน”
“ไม่ต้องไปหาจื่อเทาหรอกพี่ เดี๋ยวผมช่วยเอง แต่มีข้อแม้....”
“ข้อแม้อะไรวะ”
“ห้ามเปิดเผยตัวตนของผมเด็ดขาด” แน่ล่ะ ผมยังมีชื่อเสียงที่ต้องรับผิดชอบ “ถ้าเด็กมันซักมากพี่ก็บอกว่าอิมพอร์ตผมมาจากกวางโจวแล้วกัน”
“เฮ้ย เรื่องนี้ไม่มีปัญหา คริส มึงเป็นน้องที่ดีของกู ทำเพื่อกู ขอบใจมึงมากว่ะ กูเริ่มมีความหวังแล้วถ้าได้มึงมาเป็นแบบให้ชานยอลมัน มาๆ มึงดื่มอะไรอีก กูเลี้ยงเอง”
คือพี่จุนมยอนไม่ต้องดีใจขนาดนั้น หรือคิดว่าผมจะทำเพื่อพี่
เพราะผมทำเพื่อตัวเอง
สวัสดีครับ ชานยอล พี่ชื่อคริส

G U A N G Z H O U M O D I F Y
C H A N Y E O L

นายปาร์คชานยอล อายุ 22 ปี
สัญชาติ: เกาหลี ภูมิลำเนา: โซล
อาชีพปัจจุบัน: นักศึกษาปีสี่ คณะศิลปกรรม เอกประติมากรรม มหาวิทยาลัยฮวาซอง
ส่วนสูง: 187 เซนติเมตร น้ำหนัก: ขึ้นๆลงๆ

ถ้าพูดถึงเด็กที่เรียนศิลปะแล้ว
ผมไม่ว่าคุณหรอกถ้าคุณจะนึกภาพถึงชายหนุ่มรูปงามร่างสูงเพรียวเต็มไปด้วยมัดกล้ามและฟีโรโมนของความเป็นชายอยู่เปี่ยมล้น มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้า ดวงตาฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น และเป็นหนุ่มประเภท นั่งอ่านกวียามสงบแต่ยามรบรบไม่ขลาด ประมาณนั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ปาร์คชานยอลคนนี้ ไม่ได้หล่อขั้นเทพเทวดา ไอ้รูปร่างสูงเพรียวละก็ใช่ ผมไม่มีกล้ามให้พอระทึกใจแม้แต่กล้ามเดียว แถมรอยยิ้มอ่อนโยนของผมมันคล้ายๆกับรอยยิ้มอ่อนโยนของหัวหน้าแก๊งค์หมาว้อเวลาที่จะไปอวดเบ่งใส่แก๊งค์หมาผยองแล้วก็พูดตามบทพูดประมาณว่า "ถ้ายอมแพ้ล่ะก็จะเมตตาให้ก็ได้" ประมาณนั้นเลย ดวงตาของผมไม่ปรากฏแววของความมุ่งมั่นใดๆ เพราะความขี้เกียจมันฝังรากลึกอยู่ในสันดานของผมหมดแล้ว นอกจากนั้น ผมยังไม่ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท อย่าว่าถึงบทกวีสั้นๆเลย แต่ยามรบผมรบไม่ขลาดจริงๆ
แต่ข้อดีของผมก็คือ ผมเป็นคนที่ยอมรับข้อเสีย จุดด้อย และข้อบกพร่องของตัวเองได้ดี ผมไม่มีอีโก้สูงเสียดฟ้า แถมเกรียนเบาๆอีกต่างหาก ผมไม่หือไม่อือเวลาใครตำหนิ ถ้าผมเห็นด้วย ผมจะแก้ไข แต่ถ้าผมไม่เห็นด้วย ผมก็แค่อือออไป แล้วก็ทำหูทวนลม ถ้าใครย้ำจุดเดิมบ่อยๆ แต่ผมไม่อยากเปลี่ยน ผมก็แค่ตอบไปว่า ผมกำลังพยายามปรับปรุงตัว ผมมีระบบการคิดที่สั้นมาก โฟกัสเพียงแค่อนาคตของตัวเองแล้วก็ก้าวไปตามเป้าเท่านั้น ส่วนปัญหาที่จะเข้ามาแทรก ผมรอให้มันเกิดก่อน แล้วค่อยจัดการปัญหา ซึ่งผมว่ามันเป็นระบบการคิดที่ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ชีวิตในวันหนึ่งๆของผม มีแค่ ตื่นเช้า กินข้าวเช้า วาดรูป กินข้าวเที่ยง ปั้นรูป กินข้าวเย็น วาดรูป นอน วันดีคืนดีก็เพิ่มรายการ ท่องราตรีตามสมควร ไว้ก่อนหน้าคำว่านอนบ้างประปราย ชีวิตของผมเกิดมาเพื่อศิลปะ สิ่งรอบตัวของผมก็เป็นศิลปะ ผมมีเพื่อนสนิทอยู่นอกเอกสองคน และเพื่อนสนิทในเอกอีกสองคน และเอ่อ มันน่าภูมิใจหน่อยๆที่จะบอกว่า ในเอกประติมากรรมของเราถ้านับรวมผมและเพื่อนผมทั้งเอกก็มีกันอยู่แค่สามคน เราเลยสนิทกันเร็ว แม้สไตล์การปั้นของเราสามคนจะไม่เหมือนกันนัก ผมขอแนะนำเพื่อนของผมแล้วกัน
คนแรก คิมจงแด มือปั้นพระพุทธรูปและศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มือหนึ่งของเอก จงแดปั้นพระพุทธรูปปางต่างๆได้สวยงามและชดช้อยมากมาก รวมถึงฝีมือการเบิกเนตรได้เนี้ยบกริบจนเป็นที่ฮือฮา ผมว่าจงแดมาถูกทางกับศิลปะทางด้านนี้แล้ว
คนที่สอง คิมจงอิน หากคุณมองหน้าคิมจงอิน คุณจะไม่พบความสามารถใดๆหรือแม้กระทั่งความฉลาดฉายอยู่บนใบหน้าเลย แต่จงอินคือความหมายของคำว่าโครตพ่อโครตแม่อินดี้ คือมันจะปั้นในสิ่งที่มันเชื่อเท่านั้น และสิ่งที่จงอินเชื่อก็มีอยู่แค่อย่างเดียว คือศิวลึงค์ จงอินปั้นได้ทุกขนาด ทุกรูปร่าง และมันก็ปั้นอยู่แค่อย่างเดียว และนั่นคือเพื่อนสนิทผม คุณไม่ต้องเข้าใจโลกเพื่อที่จะเข้าใจจงอิน แต่จงอินนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายเข้าใจโลก
คนที่สาม พยอนแบคฮยอน เจ้าหมอนี่เป็นเด็กเกาหลีแท้ๆ แต่พูดเกาหลีคำอังกฤษคำ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการไปเรียนซัมเมอร์ที่นิวยอร์กมาสองเดือน แบคฮยอนเรียนคณะเดียวกับผมแต่เป็นเอกแฟชั่นดีไซน์ หากถามว่าทำไมผมถึงข้ามเอกไปทำความรู้จักไอ้แบคฮยอนได้ไกลขนาดนั้น ก็ต้องตอบว่า พวกเราเรียนมัธยมห้องเดียวกันมาสามปีรวด เหม็นขี้หน้ากันไป
เช่นเดียวกับคนที่สี่ โอเซฮุน ไอ้หมอนี่เป็นคนเงียบๆ แต่อย่าให้เซฮุนปล่อยของ เพราะคุณจะไม่รู้ตัวเลยว่าคุณติดบ่วงของโอเซฮุนแล้วจนกระทั่งมันยิ้มให้คุณนั่นแหละ หมอนี่เรียนเอกถ่ายภาพและเป็นเพื่อนสนิทผมมาตั้งแต่มัธยมอีกเหมือนกัน
และนั่นคือเพื่อนของผม เพื่อนที่ต่อให้ใครมองว่าพวกมันแปลกๆ ก็ยังเป็นเพื่อนที่ผมภูมิใจอยู่ดี
“เฮ้ย ชานยอล อาจารย์จุนมยอนเรียกมึงไปพบตอนห้าโมงเย็นนะเว้ย มึงอย่าลืม”
จงแดเดินมาหาผมพร้อมกับน้ำเย็นๆสองขวด ส่งให้ผมกับจงอินที่นั่งสเก็ตภาพกันอยู่ที่ม้านั่งหินใต้ตึกคณะ สมุดสเก็ตผมเต็มไปด้วยอนาโตมี่ของพวกกล้ามเนื้อคน อาจารย์จุนมยอนให้คำแนะนำในการทำโปรเจคของผมว่า ผมควรจะศึกษาอนาโตมี่ของคน อย่างพวกกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว โพสิชั่นของการจัดวางท่าทางว่าควรเป็นอย่างไร และท่าไหนที่จะทำให้บุคคลนั้นดูทรงพลังที่สุด
อาจารย์แนะนำให้ผมทำโปรเจคจบด้วยการสเก็ตภาพคนที่จะมาเป็นแบบให้ผมให้เยอะเข้าไว้ ในทุกท่วงท่า เพื่อแสดงให้ผู้เข้าชมงานเห็นว่า ผมมีการศึกษาโพสิชั่นที่ดีแล้ว จึงเลือกท่าทางการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดมาเป็นแบบประติมากรรม ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมไม่รู้ว่าจะไปหาแบบมาจากไหน ลำพังคนรอบข้างผมแค่พาดคำว่าเปลือยแหลกแล้วแจกโชคก็ส่ายหน้าหนีแล้ว อาจารย์จุนมยอนเลยรับปากว่าจะหาคนมาเป็นแบบให้ และวันนี้อาจารย์นัดผมให้ไปพบเพื่อทำความรู้จักกับแบบที่อาจารย์หามาได้แล้ว
ผมมีความหวังว่าจะได้ปั้นวีนัส
หึหึหึหึ ก็การใช้เวลาตลอดเทอมกับสาวน้อยน่ารัก อวบอัด ขาวนวล ร่างกลมกลึงไปทั้งตัวมันสวรรค์ขนาดไหนกันเล่า นี่ผมเตรียมตัวไปซื้อกระดาษทิชชู่จำนวนมากมาสต๊อกไว้ที่แฟลตกันเลือดกำเดาไหลแล้วนะ ขอบอก ต่อให้แฟลตของผมมันเล็กเท่ารูหนูขนาดไหน ขอให้น้องสาวมั่นใจได้เลยว่าพี่ชานยอลคนนี้จะทำทุกที่ให้เป็นสรวงสวรรค์สำหรับเทพธิดาวีนัสเอง อะฮริ้งงงงง
“น้ำลายไหลแล้วมึง”
ไอ้จงอิน เทพราหูแม่งตัดฝันผมด้วยการเอามือของมันมาดันคางผมขึ้นไป ประมาณว่าให้หุบปากได้แล้วมึง กูจะวาดปลักขิก อะไรทำนองนั้น ผมเสมองไปที่สมุดสเก็ตของมันแล้วก็ต้องร้อง อ่าห์ โอมมม ศิวลึงค์
“มึงว่ากูลองหล่อด้วยเรซิ่นดูดีไหมวะ” เหมือนมันจะเพ้อๆ อะไรคือการหล่อศิวลึงค์ด้วยเรซิ่นทนความร้อนวะ ไอ้คิมจงอิน มึงจงตอบกู
“กูว่านั่นไม่ใช่ศิวลึงค์แล้วล่ะ แสรด” จงแดแกะขวดน้ำออกมาดื่ม ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกา “เฮ้ย จะห้าโมงแล้ว มึงไปเจออาจารย์เหอะวะ”
ผมพยักหน้า เก็บข้าวเก็บของยัดๆใส่กระเป๋าเป้ใบโปรดที่เยินโครตๆ(เนื่องจากใช้มานานจนมีเพื่อนๆหลายคนเอือมระอาถึงขั้นเอ่ยปากจะซื้อเป้ใบใหม่ให้ผมก็หลายคนอยู่ แต่ผมปฏิเสธไปทุกครั้งเพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจ) ก่อนจะโบกมือลาจงแดกับจงอินที่ยังคงง่วนกับการหาข้อมูลว่าเรซิ่นมีคุณสมบัติอย่างไร ผมได้ยินเสียงจงแดตะโกนไล่หลังมา
“ถ้าเด็ดมาก น้องชานยอลก็จงแบ่งปันให้พี่จงแดเชยชมด้วยนะครัชชชชช”
นี่ถ้าไม่บอกว่าไอ้จงแดมีฝีมือปั้นพระพุทธรูป ผมจะนึกว่ามันปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่นไปแล้ว มารศาสนาชัดๆ! ผมชูนิ้วกลางไล่หลังให้มัน ของเด็ดเรื่องอะไรจะต้องแบ่ง ถ้าไม่เด็ด มึงกะกูรับกรรมร่วมกันครับ คิมจงแด! ปาร์คชานยอลบอกกล่าวเอาไว้เลย ณ จุดนี้
อากาศภายในอาคารคณะศิลปกรรมค่อนข้างอุ่น ติดแค่เพียงจะสลัวกว่าข้างนอกเท่านั้น ผมค่อยๆเดินขึ้นบันไดที่พาไปสู่ชั้นสองของอาคาร ณ ห้องพักครูประจำภาควิชา ตอนเย็นแบบนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน ยิ่งเป็นชั้นห้องพักอาจารย์ด้วยแล้ว ผมมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของอาจารย์จุนมยอน ยืนเช็คผมเพ้าอยู่สักพักก่อนจะเคาะประตูด้วยความมั่นใจไปสองที่ถ้วน ก็แหมความประทับใจแรกกับวีนัสจะให้ผมเป็นทาร์ซานก็ดูจะไม่สมกันอย่างประหลาดใช่ไหมล่ะ
เสียงอาจารย์จุนมยอนขานรับมาจากข้างใน ผมค่อยๆผลักประตูเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของอาจารย์ สายตาของตัวเองกวาดไปรอบห้อง ทว่าผมไม่พบกับสิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้เคียงกับวีนัสเลยสักคนเดียว มีแต่อาจารย์จุนมยอนนั่นแหละที่นั่งอยู่ และอาจารย์ไม่ใช่วีนัสของผมแน่ๆ
“ผมนึกว่าอาจารย์หาแบบมาให้ผมได้แล้วซะอีก” แสดงว่าปาร์คชานยอลคนนี้ยังต้องมโนถึงหน้าวีนัสกันต่อไป ใช่ไหมนั่น
“หาได้แล้วล่ะ กำลังมา เมื่อกี้โทรมาว่าอยู่หน้าตึกแล้ว” อาจารย์พูดอย่างนั้นทำให้ผมใจเต้นรัวเป็นจังหวะอือรือรองแบบเกาหลีเวอร์ชั่น “นั่งก่อนสิชานยอล”
ผมทิ้งตัวลงนั่งตามคำเชิญของอาจารย์ ก่อนที่อาจารย์จุนมยอนจะอธิบายถึงคอนเซปป์และขอบเขตของโปรเจคจบของผมให้เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม
“แบบที่อาจารย์หามาให้ อาจารย์คิดว่าเหมาะสมกับโปรเจคจบของเราแล้ว ส่วนเรื่องเวลาและความสะดวก อาจารย์ต้องให้เราไปตกลงกันเองนะ อ้าว นั่นไง มาพอดี เข้ามาสิ คริส”
คริส
คริส
คริสงั้นเหรอ!!!!!!!!!!!!!!!!! นั่นมันชื่อผู้ชายไม่ใช่เรอะ หรือว่าคริสของอาจารย์จะย่อมาจากคริสติน่า คริสเทน คริสซี่ กันล่ะว้อย เอาละเว้ยมึง ปาร์คชานยอล งานเข้าแล้วป่าววะ ผมหันไปมองยังประตูด้วยหัวใจหวาดหวั่น
ขอให้มีนม ขอให้ผมยาว ขอให้ขาวสวย ขอให้ เอ่ออออะ!!!!!!!!!!
ผมยังขอไม่ทันจบ ความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏตรงหน้า คริสของอาจารย์จุนมยอนเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมาก ดีโครตๆ ดีชนิดที่ผมสามารถขนาดนามเขาว่า หล่อทำลายล้างได้เลย เขาอยู่ในชุดเสื้อสูทคัตติ้งโครตเนี้ยบที่ผมไม่รู้หรอกว่ายี่ห้ออะไร แต่น่าจะแพงเอาการอยู่ ท่วงท่าการเดินของเขามันสง่างามเสียจนผมไม่แปลกใจว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นแบบ
แต่ปาร์คชานยอลอยากดูนมสาวๆอ้ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
“คริส นี่ชานยอล ชานยอล นี่คริส เพื่อนรุ่นน้องอาจารย์เอง คริสจะมาเป็นแบบโปรเจคให้” อาจารย์จุนมยอนแนะนำให้ผมรู้จักคริสด้วยสีหน้าเหมือนไม่รู้เลยว่า ไอ้ลูกศิษย์ของอาจารย์มันกำลังจะตายเพราะไม่ได้ดูนมสาวๆอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าพะงาบได้ ผมทิ้งตัวลงไปนอนพะงาบๆไปแล้วอ่ะ นี่พูดเลย!
ผมส่งยิ้มแหย่ๆไปให้คริส ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะ เพียงแต่ผมผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้ปั้นวีนัส แต่ต้องมาปั้นเดวิดโชว์โป๊วแทน แรงกระชับที่มือทำให้ผมจำต้องกระชับตอบ คริสยิ้มให้ผมทีหนึ่ง มันเป็นยิ้มที่ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร
แต่ทำไมผมมีความเสียว?
แล้วเสียงสวรรค์ของอาจารย์จุนมยอนก็มาโปรดผมในเวลาที่ผมคิดว่าถูกต้องที่สุด นั่นก็คือ
“เดี๋ยวจะปล่อยให้ตกลงกันเองว่าสะดวกอะไรยังไง ส่วนอาจารย์ขอตัวก่อน ต้องไปประชุมต่อ คุยกันเสร็จแล้วอย่าลืมล๊อคห้องให้ด้วยนะ”
เอออออ เด็ดดดดดดดดดดด ล๊อคห้องให้ด้วย ขอบคุณครับอาจารย์ ว่าแต่อาจารย์ต้องการเลขาเลคเชอร์วาระการประชุมด้วยไหมล่ะครับ ผมไม่คุยอะไรมากนะครับ เอาผมไปด้วยได้ไหมล่ะ คริสพยักหน้าให้อาจารย์จุนมยอนทีหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์จะลุกจากโต๊ะเดินออกนอกห้องไปโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์หลงเหลืออยู่ในตัวลูกศิษย์คนนี้เลย
“ชานยอลใช่ไหม”
“ครับ ผมเอง” จะเรียกชื่อทำไมวะ ก็รู้กันอยู่ว่าชื่ออะไร ถ้าผมถามกลับไปว่า แล้วนายชื่อคริสเรอะป่าว เป็นพี่เราเราเรียกพี่นะ ชีวิตนี้คงไม่ได้เข้าเรื่องกัน แต่เอาจริงๆแล้ว บรรยากาศมาคุที่ก่อตัวเป็นมวลสารอยู่รอบๆตัวของเราสองคนนี่มาจากความผิดหวังของผมคนเดียวหรือเปล่าที่ไม่ได้ปั้นวีนัส เอาเถอะ ถ้าอาจารย์เห็นควรว่าผมควรจะปั้นเดวิดมากกว่า ก็ไม่ควรจะทำตัวแย่ๆใส่คนที่จะมาเป็นแบบให้ผมโดยไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลยใช่ไหมล่ะ
คิดได้แบบนั้น นายปาร์คชานยอลคนนี้เลยตัดสินใจฉีกรอยยิ้มกว้างส่งให้พี่คริส (นี่ตีเนียนเรียกพี่ไปเลยแล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าปีนเกลียว) ดูเหมือนเขาจะอึ้งๆไปนิดหนึ่งเหมือนกัน ไอ้เรื่องเนียนทำความรู้จักคนอื่นนี่ขอให้บอก แอบถนัดอยู่บ้าง ผมเลยแถมโปรโมชั่นด้วยการเอื้อมมือไปคว้ามือของเขามากุมไว้
“โหยยยย พี่ ขอบคุณมากนะครับที่มาเป็นแบบให้ผม พี่แม่ง ใจว่ะ” ให้กูเรียกพี่หรือเปล่าไม่รู้ กูเรียกไปแล้ว บอกแล้วว่าเรื่องทำความสนิทคนนี่ปาร์คชานยอลหน้ามึนมาก ดูเหมือนพี่คริสจะตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของผมอยู่บ้าง แต่มาทางนี้แล้วผมต่อเลยแล้วกัน “ตอนแรกที่นิ่งไปต้องขอโทษด้วยนะพี่ ผมคิดว่าจะได้ปั้นวีนัส แต่พอเห็นเป็นพี่แล้วก็แบบ เฮ้ยยยยย มันก็ดีนี่หว่า ผมอยากมีพี่ชายมานานแล้ว ระหว่างนี้พี่จะเรียกผมว่า ไอ้ยอล ไอ้ชานยอล ไอ้ห่า ไอ้เหวอะไรได้เลยนะ ผมใจใจว่ะ”
พี่คริสนิ่งไปนิดนึง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาใส่หน้าผม คือถ้าเป็นเพื่อนผมคงจะพูดกับพี่เขาว่า หัวเราะใส่หน้ากูขนาดนี้มึงจะเอาตีนมาเหยียบหน้ากูซ้ำเลยก็ได้นะแสรด แต่เพราะเป็นพี่คริส ผมเลยเลือกที่จะไม่พูดดีกว่า อุ้ย นี่เบาๆใสๆนะครัช อะไรทำนองนี้
แต่พี่คริสก็พาผมกับเข้าโหมดจริงจังเสียก่อน
“เรียกคริสนั่นแหละ ไม่ต้องเรียกพี่หรอก แต่ถ้าอยากเรียกนักก็ตามใจแล้วกัน เข้าเรื่องเลยดีกว่า ชานยอลพักอยู่ที่ไหน”
“พี่รู้จักคอนโดหรูๆที่ชื่อ Harbor view ป่ะ”
“อย่าบอกนะว่าเราพักอยู่ที่นั่น”
“เหอะ เปล่า ผมพักอยู่ที่แฟลตเล็กๆตรงข้ามคอนโดอ่ะ แฟลตรูหนูไม่มีชื่ออ่ะ ถ้าพี่เคยผ่านพี่ก็น่าจะรู้จัก แต่ห้องผมสะอาดนะ เดี๋ยววันนี้กลับไปทำความสะอาดเลย ว่าแต่พี่อยู่ที่ไหนอ่ะ”
“ก็คอนโดตรงข้ามนายนั่นแหละ”
“อ้าว ฉิบหาย” ผมเผลออุทานออกไปอย่างนั้น ความเป็นอยู่ของพี่คริสนี่ดีกว่าผมในทุกๆด้านเลยจริงๆ แล้วจะให้เขามาเหยียบแฟลตรูหนูของผมนี่เท่ากับเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรือเปล่า “ถ้าพี่ไม่รังเกียจห้องผมน่ะนะ ยินดีต้อนรับยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“นั่นแหละเป็นสิ่งที่พี่อยากจะบอกกับเรา พี่อยากให้เราย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องพี่ชั่วคราว ตลอดระยะเวลาในการทำโปรเจค เพราะพี่เองก็ต้องทำงาน ไม่สะดวกเทียวไปเทียวมา ถ้าชานยอลย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน มีอะไรๆกันจะได้ง่ายกว่า”
พูดซะส่อเชียวนะพี่ แต่ชานยอลคนนี้ไม่สะเทือน เพราะตัวเองก็เป็นคนสองแง่สองง่ามอยู่เหมือนกันเวลาอยู่กับเพื่อนฝูง แถมไอ้เรื่องย้ายน่ะก็ไม่มีปัญหา คอนโดหรูๆใครจะไม่อยากอยู่ มันติดแค่อย่างเดียวคือพี่คริสนี่แหละ คือผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความเป็นระเบียบและมีความซกมกอยู่มาก ไอ้ทีบอกว่าห้องสะอาดน่ะโกหกทั้งเพ ย้ายไปอยู่ด้วยกันไม่รู้ว่าพี่เขาจะรับความชั่วร้ายของผมได้หรือเปล่า เผลอๆไม่ถึงอาทิตย์มีประท้วงขับไล่นายปาร์คชานยอลให้ออกไปจากห้องอ่ะ
“ผม เอ่อ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรล่ะมั้งครับ” เพราะพี่นั่นแหละที่จะมีปัญหา
“งั้นก็ดี เพราะเราคงจะสนุกกัน”
สนุกเหรอ สนุกอัลลัยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ผมมองหน้าพี่คริสแล้วก็ต้องผงะ เพราะหน้าหล่อๆนิ่งๆมันฉายแววอะไรบางอย่างที่ผมบอกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่เรื่องดี
มันไม่ใช่เรื่องดีมากๆด้วย มันไม่ใช่การกรีดร้องสกรีมเสียงดังว่า มาเล่นกันเถอะ มาเล่นกันเถอะ มาเล่นกันเถอะ มันไม่ใช่คอมเมดี้ มันไม่ใช่ว่ะเพื่อน!
“ชานยอลไม่ต้องห่วงหรอก ทำหน้าที่ของชานยอลให้ดี ส่วนพี่ก็จะทำหน้าที่ของพี่ให้ดีที่สุดเชียวล่ะ” ลมหายใจร้อนๆของพี่คริสเป่าลงมาที่ข้างหูของผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะทิ้งเสียงหัวเราะทุ้มๆเอาไว้ที่ริมหูของผม
“นี่เบอร์โทรศัพท์ของพี่ ถ้าชานยอลพร้อมเมื่อไหร่ ก็โทรมาหาพี่แล้วกัน” เขายัดกระดาษที่จดตัวเลขเรียงกันด้วยลายมือเป็นระเบียบใส่มือของผม ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งเอาไว้เพียงกลิ่นโอลเดอร์โคโลญบางๆในอากาศ
ผมนิ่งอึ้ง ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่ได้จะเมมเบอร์เขาหรอกนะ แต่ผมโทรหาจงแดรัวๆก่อนเลย

“ฮัลโหล จงแดเหรอ กูว่างานนี้มีเฮว่ะมึง”


i128lala
Admin

Posts : 44
Join date : 2014-03-08

View user profile http://i128lala.thai-forum.net

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by yiiyippynoeii on Thu Mar 20, 2014 2:15 am

สนุกดีค่ะพี่คริสอ้ะ555

yiiyippynoeii

Posts : 2
Join date : 2014-03-20

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by Jeems on Thu Mar 20, 2014 7:34 pm

พี่คริสจากกวางโจววว
คือตอนแรกไม่อยากเป็นแบบ แต่พอเห็นคนปั้น เปลี่ยนใจละสิ หึๆ รู้ทันนะ 555555555 โอ้ยขำชานยอล อยากปั้นวีนัส ได้ปั้นเดวิดแทน ไม่เป็นไรเนอะ แต่หนูระวังพี่เขาบ้างก็ได้นะ ไอสองแง่สองง่ามน่ะ เดี๊ยวเขาเอาจริง 55555 ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เสร็จแน่ชานยอล ติดตามครับ

Jeems

Posts : 5
Join date : 2014-03-20

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by dyo1993 on Mon May 05, 2014 10:46 pm

ตลกตอนพี่คริสบรรยายมากถึงมากที่สุด๕๕๕๕๕ คือแบบ โว่ย กวนติง๕๕๕๕๕
แหมมม ไม่ค่อย ไม่ค่อยเล้ยยยยย เจอหน้าชานยอลปุ๊บเปลี่ยนใจเลยนะ แหม่ๆๆๆ
คือฮาตรงพี่คริสบอกว่าพี่จุนมยอนไม่ต้องดีใจขนาดนั้น ผมทำเพื่อตัวเอง๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
คือบอกเลย เพื่อนชานยอล ไม่มีปกติซักคนครัชชชช โอยยยยย รวมถึงชานยอลด้วยปะ๕๕๕๕๕
ฟังจากคำพูดพี่คริสแล้ว เก็บไปคิดบ้างก็ดีนะคะชานยอล ระวังจะเสียเอกราชอย่างไม่รู้ตัว๕๕๕๕๕๕

dyo1993

Posts : 9
Join date : 2014-05-05

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by likeaskyscraper on Sun May 11, 2014 6:31 pm

โอ้ววววววเปิดมาพี่คริสทำเป็นคนนิ่งนะ ทำขรึมง่อววววววว ดูดีง่าา >______<
และนี่เคยเป็นนายแบบดั้วะะะะ เควินเป็นตัวแทนของความเย้ายวนหงอออ อั้ยยะ -/-
นั่นไงงงงเลยมาเป็นแบบปั้นให้ชานยอล คริคริ พอเห็นหน้าชานยอลก็ตกลงเอาง่ายๆเลยนะอิดออดตั้งนานโว๊ะ 5555 แต่ชานยอลนี่เนอะมีความฝันจะปั้นวีนัสต้องจบลง เพราะแบบปั้นคือพี่คริส ฮุฮะ เขินจัง
ฮามากตอนที่ชานยอลคุยกับพี่คริสเรื่องที่พักคือฮาบับ ไม่รู้ว่าเราเป็นคนเส้นตื้นหรือเปล่านะ แต่มันขรรมมากกกก โอ้ยอ่านแค่ตอนแรกก็ชอบมากๆแล้วง่า คริคริ 5555555555

likeaskyscraper

Posts : 5
Join date : 2014-05-11

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by konnatepkam on Tue Aug 05, 2014 1:19 am

พี่คริสแม่งโครตกาเทเลยย 5555

konnatepkam

Posts : 7
Join date : 2014-08-03

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by pppt on Wed Sep 03, 2014 7:27 pm

คนนึงปั้นแต่พระพุทธรูป อีกคนปั้นแต่ศิวลึงค์ เพื่อนนางแต่ละคนคือสุดโต่งโป๊งชึ่งมากนะคะ หรือจะเป็นการรวมร่างกันของกลุ่มคนกากก ส่วนอพค. คือพี่ดูหิวมากเลยล่ะคะ 55555

pppt

Posts : 5
Join date : 2014-09-03

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by iyo on Mon Dec 29, 2014 10:02 pm

ศิวลึงค์ทำช๊อคทั้งขำ 555555555555555555555

iyo

Posts : 12
Join date : 2014-12-29

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 01

Post by Sponsored content


Sponsored content


Back to top Go down

View previous topic View next topic Back to top

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
You cannot reply to topics in this forum