GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

View previous topic View next topic Go down

GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by i128lala on Sat Mar 08, 2014 4:26 pm

0 2
G U A N G Z H O U   M O D I F Y
K R I S
“ตกลงว่าแกรับงาน”
“เออ”
“ใครว่ะที่ทำให้คริส อู๋ รับงานนี้ กูว่าไม่ใช่พี่จุนมยอนแน่ๆว่ะ”
“ปาร์ค ชานยอล”
“เพื่อนน้องพยอนน่ะนะ!”
ผมขมวดคิ้วทันที ถ้ามีอะไรบนโลกนี้ที่ไม่สามารถหาความเชื่อมโยงได้ เห็นจะเป็นเจ้าเด็กพยอนที่ลู่หานเพื่อนของผมกำลังตามเต๊าะอยู่ กับปาร์คชานยอล เปรียบเทียบสองคนนี้เป็นสีสักสี พยอนแบคฮยอนคงเป็นสีเขียวมะนาวเรืองแสงที่เปล่งประกายไปสามสี่แยกไฟแดง ส่วนชานยอลคงเป็นสีตุ่นๆสักสี ถึงผมเพิ่งเจอชานยอลอย่างเป็นทางการได้แค่วันเดียว แต่ชานยอลกลับให้ความสนิทสนมกับผมอย่างน่าประหลาดใจชนิดที่ไม่มีพนักงานในปกครองของผมคนไหนกล้าทำ พอผมลองแหย่ด้วยคำพูดสองแง่สองงาม ชานยอลก็แค่ทำตาโตแล้วตีขลุมทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนผมอดไม่ได้ที่หัวเราะใส่หน้า ยิ่งพอผมให้ข้อเสนอว่าชานยอลต้องย้ายมาอยู่กับผม น้องเขาก็ทำหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่าง มันเป็นสีหน้าที่ไม่แน่ใจ และมันน่ารักมาก
ผมเลยยัดเบอร์โทรศัพท์ของผมใส่มือเขา แล้วปล่อยให้เขาคิดเอาเอง วิธีนี้ผมยอมรับว่าผมมักจะใช้เวลาที่ต้องการให้ใครทำตามข้อเสนอของผม แน่นอนว่าทางออกมีทางเดียว นั่นคือต้องตามใจผม เพราะผมไม่เจรจา และไม่ต่อรอง คุณรู้ไหม ตอนแรกผมคิดว่าปาร์คชานยอลจะใช้เวลานานเป็นชาติในการโทรศัพท์มาให้คำตอบกับผม แต่หลังจากที่เบนส์ลีย์สีดำขับออกไปยังไม่พ้นรั้วมหาวิทยาลัยดี โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น และแน่นอนว่ามันมาจากปาร์คชานยอล
“พี่คริสเหรอครับ ผมชานยอลนะครับพี่”
“ว่าไงชานยอล”
“วันอังคารผมเลิกเรียนตอนห้าโมงเย็น แล้วผม....”
“เดี๋ยวพี่ไปรับเราเอง”
“เอ่อออ พี่ครับผมว่าไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวผม...”
“เดี๋ยวพี่ไปรับ วันอังคาร ห้าโมงเย็นนะ”
แล้วผมก็ตัดสาย เพราะผมกำลังหงุดหงิด ผมไม่ชอบให้ใครมาขัดในสิ่งที่ผมกำลังเสนอ โดยเฉพาะคนที่ควรจะตกเป็นเบี้ยล่างของผมในทุกๆความหมายอย่างปาร์คชานยอล ตอนแรกผมว่าจะกลับห้องไปพักผ่อน แต่เพราะความหงุดหงิด ผมเลยโทรไปหาลู่หาน เสี่ยงดวงดูเผื่อมันจะว่าง แน่นอนว่าผมโชคดี
แต่โชคร้ายของผมก็คือ พี่จุนมยอนดันโทรไปสรรเสริญคุณงามความดีของผมให้ลู่หานฟังเสียยิ่งใหญ่ ไอ้กวางแห่งรุ่งอรุณก็เลยหูพึ่ง รีบรับนัดผมทันที ลู่หานบ่นเป็นมีกินผึ้งที่จื่อเทาดันติดงานถ่ายโฆษณาอายไลเนอร์ยี่ห้อดัง ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ ไม่อย่างนั้นไอ้หนุ่มชิงเต่านั่นจะมาร่วมซักฟอกผมเสียขาวแน่ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะงานใหญ่ งานช้างหรืองานที่ให้เงินมากกว่าเจ็ดหลัก แลกกับการให้ผมปรากฏตัวในทีเซอร์โฆษณาเพียงแค่สิบวินาที ผมยังปฏิเสธ แต่กับเด็กปาร์คชานยอล ที่ผมไม่ได้ค่าตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ แถมเผลอๆยังเข้าเนื้อตัวเองอีก ทำไมผมถึงรับงานนี้
เมื่อลู่หานเอ่ยถึงพยอนแบคฮยอน ผมก็ขนลุกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไอ้เพื่อนลู่ก็รู้ดีเสียด้วยว่าทำไม ผมรู้จักแบคฮยอนตอนที่เด็กนั่นมาเรียนซัมเมอร์ที่นิวยอร์ก ผ่านการแนะนำของลู่หาน และตั้งแต่นั้นมา น้องเขาก็มองผมเป็นเทพเจ้าอโดนิสมาโดยตลอด แบคฮยอนไม่เคยพลาดโอกาสที่จะเทิดทูลบูชาผมเลยแม้ชั่วขณะจิตเดียว ทำเอาคนที่คอยเทียวรับเทียวส่งเช้าเย็นอย่างลู่หานระแวงผมไปเป็นชาติ ผมเลยพยายามไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้าเด็กนี่โดยไม่จำเป็น
ถ้าชานยอลเป็นเพื่อนกับแบคฮยอนแล้วล่ะก็ คริส อู๋ไมเกรนขึ้นแน่ ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ผมไม่มีปัญหากับเพื่อนของชานยอล แต่ผมกลัวแบคฮยอนจะหลุดปากออกมาผมเป็นใคร แล้วแผนที่ผมวางไว้เพื่อตะล่อมชานยอลจะล่มหมด  
“ไอ้หาน ถ้ามึงเห็นกูเป็นเพื่อน ช่วยไปบอกเด็กมึงหน่อยนะ ว่าให้ทำเป็นไม่รู้จักกู”
“บอกน่ะบอกได้ แต่ทำหรือเปล่าน่ะอีกเรื่อง มึงก็รู้ว่าน้องเขาฟังกูทีไหน เห็นหน้ากูก็แว้ดใส่แล้ว”นั่นล่ะปัญหาใหญ่ของมึงกับกูเลยล่ะเพื่อนเอ๋ย การปิดปากพยอนแบคฮยอนนี่ยากยิ่งกว่าการงมเข็มที่อยู่ในท้องเหาฉลามห้าล้านตัวที่ไม่รู้ว่าตัวไหนอมเข็มเข้าไปอีก “มึงบอกน้องเขาเองดีกว่าไหม น้องเขาเห็นมึงเป็นพระเจ้า ส่วนกูก็ชนชั้นไพร่ดีๆนี่เอง” ผมฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าลู่หานน้อยใจ แต่เพราะผมไม่คิดจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาเพื่อน เลยต้องโอกาสไอ้ลู่มันจัดการเด็กของมันเอง โดยไม่ลืมทิ้งระเบิดตามสไตล์
“งั้นมึงก็เลิกเต๊าะน้องเขาแล้วไปหาคนอื่นสักทีสิวะ กูเห็นมึงเต๊าะน้องมาเป็นปีแล้ว พูดอย่างนี้ทุกที”
“ไอ้ห่า ถ้าการเลิกรักใครสักคนมันง่ายขนาดนั้น วงจรชีวิตมึงก็เห็บหมาแล้วสาด!” อย่าบอกใครว่าคนพูดประโยคนี้เป็นนายแบบชื่อดังภาพลักษณ์ขาวสะอาดอย่างลู่หานเป็นอันขาดเชียว! ผมหยิบแก้วบรั่นดีมาควงเล่น ก่อนจะยกขึ้นจิบ
“เอาเป็นว่า ถ้าทุกอย่างที่กูวางไว้ล่ม กูจะจีบเด็กมึงแทน เพราะงั้น มึงจะทำวิธีไหน กูไม่แคร์ แต่กูฝากความหวังไว้ที่มึงนะไอ้หาน” ต่อให้เป็นเพื่อนฝูงผมก็สามารถยกอะไรสักอย่างมาขู่ให้พวกมันทำตามที่ต้องการได้ทุกเมื่อ และลู่หานที่กำลังทำปากพะงาบๆอยู่นั้นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นของผมอีกเหมือนกัน “เดี๋ยวกูต้องไปแล้ว ต้องไปเช๊คความเรียบร้อย เพื่อขาดเหลืออะไร กูจะได้เตรียมได้ทัน”
ผมทิ้งท้ายด้วยการตบไหล่ไอ้ลู่หานสองสามที แล้วยิ้มพราว

G U A N G Z H O U   M O D I F Y
C H A N Y E O L

“นี่มึงซักผ้ามาบ้างป่ะ นี่ยัดมาเลยไม่ได้พับใช่ไหม”
จงแดเอาเท้าเขี่ยๆกระเป๋าเป้ของผมที่วางอยู่กับพื้น ไอ้หมอนี่มันรู้สันดานของผมหมดไส้หมดพุง ข้าวของผมมีไม่มาก ก็มีแค่เสื้อผ้าที่ผมยัดๆใส่กระเป๋ากับของจำพวกของใช้ส่วนตัวอย่างแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ราคาถูกๆแบบไลท์บอย ถูตัวทีหนึ่งผิวแทบร่อน แต่มันช่วยทำความสะอาดคราบปูนปลาสเตอร์ได้ดีเป็นบ้า นอกจากนั้นก็มีกีต้าร์โปร่งกับอุปกรณ์จำพวกเหล็กขุดชาร์ป ไม้แซะปูน ไม้เคาะปูนอะไรทำนองนั้น
“มึงบอกกูว่า คอนโดพี่เขาอยู่ตรงข้ามแฟลตมึงไม่ใช่เหรอ ถ้ามันใกล้ขนาดนั้น แล้วทำไมมึงต้องหอบเอาของมามหาลัยวะ กูไม่เข้าใจ” เพื่อนมหายังคงบ่นงึมงัมอยู่เช่นเดิม ไอ้จงแดไม่เคยพลาดโอกาสในการรุมกระทืบผมเลยสักครั้ง แต่กรณีนี้ผมขอคัดค้าน เพราะผมได้ทำหน้าที่ในการแย้งของผมแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องบ้าจี้ทำอะไรตามคำสั่งพี่เขาด้วย แต่ก็อย่างที่บอกไป ระบบความคิดของผมสั้นมาก พอพี่คริสกดตัดสายผม ผมก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปอยู่กับพี่เขาอย่างไม่คิดอะไร คอนโดที่พี่เขาอยู่เป็นสิ่งแรกที่ผมเห็น เมื่อผมเปิดหน้าต่างแฟลตรูหนูออกไป ผมอยากจะเนียนเดินเข้าไปดูเหมือนกันว่าคนที่อยู่คอนโดนี้เป็นคนอย่างไรกันนะ มันเหมือนกับเห็บหมาวัดที่อยากจะไปเป็นเห็บหมาชิสุอะไรแบบนั้น แต่ผมจบลงด้วยความขี้เกียจทุกที ก็เลยไม่ได้ไป
ย้อนกลับมาดูแฟลตของผมแล้วก็ต้องถอนหายใจ แฟลตของผมเป็นแฟลตเก่าๆสมัยพระเจ้าโซซอนยังไม่ขุดลอกคลองส่งน้ำ แดจังกึมยังทำกับข้าวไม่เป็นแถมยังไม่ได้เป็นซังกุง อะไรประมาณนั้นเลย เพราะมันทั้งเก่า อับ เล็ก และแคบ ไอ้จงแดเคยมานั่งเล่นที่แฟลตของผมทีหนึ่งแล้วก็ต้องถอดใจ มันบอกว่า ถ้าใครอยากรู้ว่าคนเกาหลีเหนือเขาอยู่กันอย่างไร มันจะแนะนำให้มาเยี่ยมแฟลตผม เพราะสภาพไม่ต่างกันเลย ซึ่งผมก็ยอมรับแบบแมนๆนั่นแหละว่า สำหรับคนอื่น แฟลตผมอาจจะเอี้ยจริง แต่สำหรับผม ผมไม่ได้มีปัญหากับการอยู่ที่นี่นะ เพราะบ้านผมอยู่ต่างจังหวัด มีฐานะปานกลาง ไม่ได้มีเงินมากพอจะส่งให้ผมมาเรียนที่โซลแบบใช้ชีวิตสุดชิวโดยไม่ประหยัด ผมเลยไม่ค่อยหืออือมากกับเรื่องความเป็นอยู่เท่าไหร่ น้ำท่าก็ไม่ค่อยอาบ เสื้อผ้าก็ไม่ค่อยซัก เฮ้ย นี่ผมพล่ามอะไรของผมเนี่ย
“กูบอกพี่เขาแล้ว แต่พี่เขาตัดสาย กูเลยขี้เกียจโทรกลับไป ก็เลย ช่างแม่ง” ผมคว้าข้อมือจงแดมาดูเวลา วันนี้อาจารย์มยองซูเลิกเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง ผมก็เลยต้องมานั่งแกร่วรออยู่ที่โต๊ะหินหน้าคณะโดยมีจงแดและจงอินมานั่งรอเป็นเพื่อน จงแดมันก็บ่นโน่นบ่นนี่ไปตามประสาของมัน ส่วนจงอินก็นั่งเงียบๆติดต่อกับเทพของมัน แล้วก็สเก็ตภาพศิวลึงค์ไปเรื่อยๆ
“Hey yo! Fellas” เสียงกระแดะเสียจริตแบบนี้ มีอยู่คนเดียว พยอนแบคฮยอน เพื่อนสนิทของผมที่เดินตัวปลิวมาจากทางโรงอาหารคณะ ตามหลังมาติดๆคือโอเซฮุนที่แบกกล้องตัวเป็นล้านเดินตามหลังมา แบคฮยอนส่งแมสเสจมาหาผมตั้งแต่เที่ยงว่าอยากเจอนายแบบของผม ส่วนไอ้เซฮุนก็คงไม่มีปากเสียงเหมือนเดิม
“ไหน ไหน Your model, I wanna see, I wanna see” ถ้าเป็นเรื่องผู้ชายหน้าตาดี น้องพยอนไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
“ยังไม่มา” ผมตอบแบคฮยอนที่จิ๊ปากอย่างอารมณ์เสียแล้วทิ้งตัวนั่งข้างๆผม ส่วนผมก็หันไปมองเซฮุนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างจงอิน แล้วชะโงกดูสมุดสเก็ตที่ไอ้จงอินกำลังสเก็ตอยู่ หน้าไอ้ฮุนมันดูเหมือนค้นพบสิ่งมหัศจรรย์สิ่งใหม่บนโลกใบนี้อะไรประมาณนั้นเลย
“แล้วเมื่อไหร่จะมา I just hate the late people” นี่ไม่ต้องทึ่งว่าผมฟังภาษาอังกฤษออกหรอกนะ เพราะผมไม่เข้าใจไอ้ประโยคที่ไอ้พยอนมันพูดเลย แต่โชคดีมันพ่นเกาหลีออกมาบ้าง เลยพอเดาได้ว่ามันจะพูดอะไร เมื่อก่อนไอ้แบคฮยอนมันพูดจารู้เรื่องมากกว่านี้ ตั้งแต่มันไปเรียนซัมเมอร์แฟชั่นดีซงดีไซน์อะไรของมันที่นิวยอร์ก ไอ้แบคก็หลุดออกนอกวงโคจรของคนปกติไปเลย
“แล้วมึงเจอพี่เขาหรือยัง” เซฮุนผละจากสมุดสเก็ตของจงอิน มาตบไหล่ผม
“เจอแล้ว”
“เป็นไงบ้างล่ะ”
“ก็หน้าตาดี อาจารย์จุนมยอนบอกว่า ฟิคเกอร์พี่เขาดี น่าจะช่วยให้โปรเจคจบของกูสมบูรณ์ขึ้น ปีนี้อาจารย์จุนมยอนฝากความหวังไว้กับพวกกูว่ะ อย่างไอ้จงแดนี่อาจารย์ไม่ห่วง เพราะฝีมือมันเด็ดมาก ไอ้จงอินก็มีทางของมัน กรรมหนักเลยตกมาที่กูไง” พอเซฮุนถามผมก็ระบายยาว
“กูไม่ได้หมายถึงลักษณะภายนอก กูหมายถึงนิสัย”
“ดูพี่เขานิ่งๆ กูว่าเขาน่าจะดุ ก็ไม่รู้ว่ะ อย่างว่าล่ะ กูคุยกับเขาแป๊ปเดียว” ผมยักไหล่ มองไปที่เป้เน่าๆของตัวเอง
“ฮึ Unbelievable, So Damn dirty มึงมันซกมก” แบคฮยอนเปรยลอยๆเหมือนตั้งใจจะฝากลมมาถึงผม ซึ่งผมก็ชินเสียแล้ว เพื่อนในกลุ่มทุกคนก็รู้ว่าผมเซอร์ขนาดไหน ผมสามารถไม่อาบน้ำได้สามสี่วันโดยที่ไม่อึดอัดแถมไม่รู้ตัวอีกต่างหาก ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆโดยไม่ต้องซักอะไรประมาณนี้
“แล้วมึงรักกูป่าวล่ะ” สวนกลับไปด้วยประโยคซ้ำๆ ทุกครั้งที่แบคฮยอนบ่นผม ผมก็ถามมันไปอย่างนี้ตลอด ซึ่งก็เรียกค้อนวงใหญ่จากแบคฮยอนได้เป็นอย่างดี ถึงค้อนผมอย่างนั้น แต่ผมว่ามันก็รักผมนั่นแหละน่า งานมโนต้องมาสินะ
“หลวมตัวไปแล้วให้ทำยังไงล่ะ หึ ... Oh jizz that’s Bentley” แบคฮยอนผลุงตัวขึ้นจากเก้าอี้ ชี้ไปที่รถเบนส์ลีย์สีดำที่ขับเข้ามาในลานของคณะ รถเบนส์ลีย์ไม่ใช่อะไรที่จะหาดูได้ง่ายๆในมหาวิทยาลัยฮวาซอง แว่วๆว่าเคยมีมาเซอราติขับเข้าไปที่คณะรัฐศาสตร์หนหนึ่ง แต่ก็นานมาแล้ว รถหรูคันนั้นจอดลงยังที่จอดรถหน้าคณะ ก่อนที่ร่างสูงของพี่คริสจะลงมาจากรถ
พี่คริส
พี่คริสส
พี่คริสสสสสส
โอ้โห แม่เจ้าว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
“Oh Jesus!!!!!!!!!!!!!!!”
สาบานว่าผมไม่ได้กระแดะตะโกนโอ้ว จีซัสสด้วยน้ำเสียงกระแดะขนาดนั้น แต่เป็นแบคฮยอนที่กระโดดลุกจากเก้าอี้ ทำหน้าระริกระรี้อย่างสุดประมาณ พี่คริสไม่ได้ลงมาจากรถคนเดียว มีใครอีกคนเดินตามลงมาด้วย ถ้าจำไม่ผิด เหมือนผมจะเคยเห็นหน้าคนๆนี้ตามป้ายโฆษณาทั่วเมือง แล้วทำไมสองคนนี้ถึงมาด้วยกันวะ มองหน้าพยอนแบคฮยอนที่ตอนนี้กำลังมองผมด้วยสายตาเห็บหมาสุดๆ
“Damn you! Damn! อย่าบอกนะว่า พี่คะ เอ่อะ... ที่เดินมาน่ะ Your model ของมึง” แบคฮยอนเอามือขวาทาบอกเอาไว้ มือซ้ายกระตุกแขนเสื้อเซฮุนดึงไปมา ปากห่อเป็นรูปตัวโอด้วยความประหลาดใจถึงขีดสุด
“เสียของมาก ไม่คู่ควร เหมือนเอาทองไปลู่กระเบื้อง I can’t stand it, so freak!”
พูดมาอย่างนี้ กูคงเป็นกระเบื้องมากกว่าทองแน่สำหรับไอ้แบคฮยอน ผมไม่เข้าใจว่า ไอ้เพื่อนมาดเยอะของผมจะอะไรนักหนากับการที่พี่คริสมาเป็นแบบให้ผม มันก็ผู้ชายเหมือนๆกันป่าววะ ถ้าเป็นผู้หญิงหุ่นอึ๋มๆ ผิวแทนนิดๆแล้วล่ะก็
เออ อันนั้นค่อยน่าคิดหน่อย
“สวัสดีครับ ชานยอล”
พี่คริสมาประชิดตัวผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่รู้ เพราะมัวแต่ดูพฤติกรรมประหลาดๆของไอ้เพื่อนตัวแสบจนลืมสนใจพี่คริสไปเลย
“เฮ้ยยย หวัดดีพี่ ผมเอาของมาแล้ว”
ผมชี้ให้พี่คริสดูข้าวของของผมที่วางกองอยู่ที่พื้น คือไม่รู้ว่าพี่เขาอยากรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของผมหรือเปล่า แต่ผมอยากอัพเดท ไหนๆจะอยู่ด้วยกันต้องใจใจป่าววะ ผมเลยหัวเราะแถมตบบ่าพี่เขาไปสองทีเป็นคอมโบ้
“ของมีแค่นี้” ทำไมปลายประโยคของไอ้พี่คริส (สถานะจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามอารมณ์ของผม โปรดอย่าได้ตกใจ) ถึงได้กรีดแทงเข้าหัวใจของผมนักวะ
“ก็เอามาแค่นี้ อย่างอื่นผมไว้ที่แฟลต ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็กลับไปเอา”
“เสียเวลา ทำไมไม่เอามาให้หมด”
“ก็คอนโดพี่อยู่ตรงข้ามแฟลตผมอ่ะ พี่จะอะไรเล่า” บางที พี่คริสอาจจะลืมไปก็ได้ว่าคอนโดพี่เขากับแฟลตของผมมันใกล้กันชนิดที่เห็บหมายังบินข้ามกันไปมาชนิดเปิดเสรีได้ภายในวันเดียวเลยด้วยซ้ำ แล้วพี่เขาจะให้ผมขนของอะไรนักหนา อีกอย่างนายปาร์คชานยอลคนนี้ไม่ได้มีข้าวของห่าเหวอะไรเยอะแยะขนาดที่พี่คริสคิดเอาไว้หรอกครับ
“................” พี่คริสไม่ตอบครับ เอะอะมาคุลูกเดียวเลย ผมเลยได้แต่เงียบกริบยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆแก้เก้อแทน “ให้เอาของไปไว้ในรถเลยป่าวพี่”
“อืม เอาไปสิ” พี่คริสยื่นกุญแจรถเบนซ์ลีย์ให้ผมแบบไม่คิดอะไร นี่พี่ไม่กลัวว่าผมจะเอาของไปเก็บแล้วขับรถหนีออกไปจากชีวิตของพี่เหรอครัช คือเห็นหน้าซื่อๆแบบนี้ ผมนี่มีความชั่วสั่งสมอยู่ในตัวเยอะมากนะ พูดเลย ผมรับกุญแจจากพี่คริสมา แล้วตะโกนบอกให้จงแดช่วยผมขนของไปเก็บในรถด้วยกัน

G U A N G Z H O U   M O D I F Y
K R I S

“พี่คริสสสสสสสสสสสสสสส Oh Jesusssssssss”
ชานยอลยังเดินไปไม่ไกล เด็กพยอนก็กรีดเสียงร้องอย่างอัดอั้นใส่ผมเสียแล้ว ดีนะที่มีแค่เจ้าเด็กเซฮุน ที่ผมชินหน้าชินตา และ เอ่อ เด็กอีกคนที่นั่งสเก็ตรูปอะไรของเขาไปเรื่อยเปื่อยที่อยู่ตรงนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ ความได้แตกกันพอดี
“ทำไมพี่คริสไม่บอกแบคฮยอนเองล่ะครับ ว่า This was a secret, can you keep it? ฝาก Your friend มาบอกผมทำไมมม”
ตอนนี้ไม่ต้องหันไปดูไอ้หานเพื่อนรักก็รู้ว่าหน้าของมันจะเป็นอย่างไร นายหาน แซ่ลู่เต๊าะเด็กพยอนมาได้อย่างมีน้ำอดน้ำทนมาตั้งนาน สุดท้ายได้สเตตัสแค่ Your friend นี่เป็นผมก็คงเคืองเหมือนกัน
“พี่ฝากลู่หานไปบอกเพราะลู่หานเขาอาสา ทำไมหรือ ลู่หานไม่ได้บอกพยอนเหรอว่าพี่ฝากบอกมา”
สาบานว่าได้ยินเสียงกัดฟันกรอดๆลอยมาตามลมด้วย แต่ผมไม่สนใจ
“He did ฮึ้ยยยยย Yes, he did told me but it gotta be you who tell me this issue สิครับ” เด็กพยอนยู่ปาก ทำแก้มพองลม คือถ้าผมเป็นลู่หานผมคงกรีดร้องวิ่งรอบสนามสามร้อยรอบแล้วก็อัพคาคาโอะสเตตัสว่า น้องพยอนน่ารักมากกกกกกกกกกกกกก แบบที่ไอ้เชี่ยหานมันทำอยู่ทุกวันนี้ แต่บังเอิญว่า พยอนไม่ใช่สไตล์ของผม และตอนนี้สไตล์ของผมกำลังเดินกลับมายังทีที่ผมยืนอยู่ พร้อมเพื่อนอีกคนที่ดูสนิทสนมเป็นพิเศษ
และนั่นทำให้ผมไม่ค่อยพอใจนัก
“ชานยอลเดินมาแล้ว แบคฮยอนอย่าลืมที่พี่ขอร้องนะครับ ... Please” ไอ้ประโยคพลีสนี่ ถ้าไม่จำเป็นผมก็ไม่อยากจะใช้ แต่ในกรณีเด็กพยอนทั้งหลายทั้งปวงนี้คือข้อยกเว้น ซึ่งแน่นอนว่าจบคำว่าพลีส เด็กพยอนก็หุบปากฉับชนิดที่ลู่หานต้องรวบรวมพละกำลังมากขนาดไหนที่จะข่มใจไม่ให้กัดฟันกรอดๆใส่ผม
“เดี๋ยวพี่ต้องพาชานยอลกลับบ้าน แบคฮยอนพาลู่หานไปส่งด้วยนะ”
“why me!” ตอนแรกเด็กพยอนประท้วงเสียงหลง แต่พอผมเลิกคิ้วใส่เท่านั้นแหละ เจ้าเด็กนั้นก็แทบถวายหัวผมแล้ว “okayyyyyy fine! ผมไปส่ง your friend ก็ได้ วันนี้ผมเอารถมา”
ลู่หานมองหน้าผมด้วยสายตาขอบคุณ เพราะตั้งแต่มันลลงมาจากรถ มันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำนอกจากเอาแต่กัดฟัน แล้วทำหน้าอยากฆ่าผม กูช่วยมึงได้เท่านี้นะไอ้หาน ส่วนเรื่อง Add สเตตัสเพิ่ม จาก your friend เป็น boyfriend นี่ความสามารถมึงล้วนๆ
พยายามต่อไปนะไอ้เชี่ยลู่
“รถพี่โครตหรูเลยอ่ะ กลิ่นเบาะแม่งโครตหอม พี่คือเจ๋งว่ะ” ชานยอลเดินมาส่งกุญแจให้ผม น้องเขาไม่รู้เลยหรือไงว่าเวลาที่ทำท่ายกนิ้วโป้งให้ผมเพื่อบอกว่าบอกมันเจ๋งน่ะมันน่ารักมากกว่ากวนประสาทอย่างที่ชานยอลเป็นเสียอีก ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเวลาปากสีแดงๆที่ส่งเสียงแจ้วๆ โหวกเหวกโวยวาย พูดห้วนๆห่ามๆ แล้วโดนปิดปากด้วยปากของผมจะเป็นอย่างไร
ยังจะซ่าส์ออกหรือเปล่า
“จะไปกันหรือยังล่ะ”
“เอาดิพี่ นี่ผมกระเหี้ยนหระหือรือจะไปเยี่ยมบ้านพี่จะแย่แล้ว เนอะจงแดเนอะ”
อ้อ ไอ้เด็กคนนั้นชื่อจงแดสินะ ผมเห็นชานยอลเอาศอกถองจงแดแล้วก็อดจะยิ้มร้ายในใจไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่สงบปากสงบคำแบบตอนนี้ แต่จะเดินไปกระซิบที่ข้างหูเลยมากกว่าว่า พี่เองก็กระเหี้ยนกระหือรือจะจัดการกับเราแย่แล้วเหมือนกัน
เอาเถอะ เดี๋ยวก็รู้ว่าคริสอู๋คนนี้ มีดีอะไรบ้าง
“ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”
ผมยกยิ้มมุมปาก พยักหน้าให้ลู่หานเป็นเชิงบอกลา ซึ่งอีกฝ่ายก็แค่พยักหน้ากลับมา ผมกับไอ้ลู่บางทีเราก็ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก แต่ก่อนที่ผมจะหันหลังเดินนำชานยอลจากไป ผมก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่แขน
“เฮ้ยยยยยยยยย”
เป็นผมเองที่ตกใจก่อนถึงขั้นสบถออกมา เพราะคนที่จับแขนผมไว้คือไอ้เด็กที่นั่งสเก็ตรูปอยู่เงียบๆนั่นแหละ! เด็กนั่นมองหน้าผมด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว จนหน้าของมันอยู่ระดับเดียวกับเดธแอดเดอร์ของผม
ผมผงะ หมายจะก้าวถอยหลังเพื่อให้เกิดระยะห่างระหว่างผมกับไอ้หมอนี่ ทว่ามือของมันกลับไวกว่าขาของผมมากนัก เด็กนั่นคว้าขาของผมไว้ล๊อคไม่ให้เคลื่อนไหวไปไหน ก่อนจะจ้องเดธแอดเดอร์ของผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันถอดกางเกงผมทักทายเดธแอดเดอร์ได้ มันถอดไปแล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น!
เวลาห้าวินาทีผ่านไปนานเป็นชาติ ไม่มีใครเคลื่อนไหวอะไรทั้งนั้น ขนาดเด็กพยอนยังแน่นิ่งไปด้วยความตกใจ แล้วจู่ๆเจ้าเด็กบ้าก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผม
“เด็ด”
มันพูดกับผมแค่นั้น แล้วหันไปทางชานยอลที่ยืนนิ่งราวกับจะสื่ออะไรบางอย่างผ่านทางสายตาล่องลอยของมัน
“จงอิน มึงโอเคป่าววะ” เป็นชานยอลที่พูดขึ้นตัดความเงียบขึ้นมาก่อน ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่าไอ้เด็กบ้านี่ชื่อจงอิน
“โอมมมมมมมมมม”
นั่นคือคำตอบหรือจงอิน นั่นคือคำตอบใช่ไหม
จงอินปล่อยขาของผมให้เป็นอิสระ ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะม้าหิน แล้วหยิบสมุดสเก็ตขึ้นมาขีดอะไรยุกยิกของมัน ทุกอย่างปกติราวกับเรื่องที่จงอินมาจ้องเดธแอดเดอร์ของผมไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาก่อน
“เฮ้ยยย ชานยอล มึงพาพี่เขากลับบ้านไปได้แล้ว” เป็นจงแดที่รุนหลังชานยอลให้ทำอะไรสักอย่าง ผมเองก็ได้สติเพราะเขา เลยรีบหมุนตัวกลับเดินนำน้องไปที่รถโดยมีชานยอลวิ่งตามมาติดๆ
“พี่คริส ผมขอโทษแทนเพื่อนด้วยพี่ จงอินแม่งเป็นคนแบบนี้แหละ แต่มันเป็นคนดีนะพี่” ดูเหมือนชานยอลจะรู้สึกผิดแทนเพื่อน เพราะเห็นผมเงียบและชะงักไป ชานยอลเลยยกมือขึ้นไหว้ผมปลกๆ
“แค่ไม่ชิน”
“เฮ้ยยยย พี่ต้องมาเป็นนายแบบให้ผมนะ อย่าลืมดิ นี่ไม่ใช่ไม่ชินแล้วจะเบี้ยวผมนะ พี่ห้ามเบี้ยวนะเว้ยเฮ้ย” จากที่ยกมือไหว้ปลกๆกลับมาจบที่ตบไหล่ผมเสียได้ พอผมปรายตามองไปที่มือเรียวที่วางอยู่ที่ไหล่ผม ชานยอลก็ชะงักแล้วค่อยๆเอามือออกไปเกาหัวทุยจนผมยุ่งไปหมด เสียงห้าวๆของชานยอลดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“พี่จะไม่ช่วยผมแล้วเหรอ”
“พี่พูดอย่างนั้นกับเราสักคำไหม คิดเองเออเองทั้งนั้น ขึ้นรถได้แล้ว” ผมกดรีโมตอัตโนมัติให้ประตูเปิด แล้วก้าวเข้าไปสตาร์ทรถรอชานยอลที่ยืนนิ่ง ก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตูอีกข้าง ก้าวเข้ามานั่งยังที่นั่งข้างคนขับคู่กับผม แล้วเบนซ์ลีย์ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากความวุ่นวายและผองเพื่อนของปาร์คชานยอล ให้ตายเถอะ ผมรักความนุ่มสบายและเงียบสงบของรถคนนี้เป็นบ้า
“พี่ เชื่อผม เดี๋ยวก็ชิน สัญญาว่าจะดูเร็วๆไม่ให้พี่อายเลยเอ้า” ปาร์คชานยอลสัญญากับผมแบบนั้น
“สัญญาของเราไม่จำเป็นหรอก”
“โหห พี่ ใจว่ะ งั้นผมจ้องพี่อย่างเดียวสักชั่วโมงเลยดีไหม”
“แค่จ้องเหรอ”
“พี่จะให้ผมจับไง๊” ชานยอลขึ้นเสียงสูง หันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าระริกระรี้สุดๆ ผมรู้ว่าชานยอลแกล้งทำไปแบบนั้นเพื่อให้ผมอารมณ์ดีขึ้นแน่ๆ
“หรือเราจะอม”
“เชี้ยแม่งงงงงงงงงงง พี่เด็ดว่ะ รับได้ทุกมุกเลย นับถือนับถือ” คำตอบของชานยอลพร้อมการระเบิดเสียงหัวเราะออกมาโครมใหญ่ทำให้ผมอยากจะเอาหัวโขกพวงมาลัยรถแรงๆสักที
นี่ชานยอลไม่รู้อะไรเลย หรือแกล้งไม่รู้กันแน่เนี่ย

G U A N G Z H O U   M O D I F Y
C H A N Y E O L

เวลาเราพูดถึงห้องพัก คอนโด หรือแฟลต เราจะนึกถึงการใช้พื้นที่ในบริเวณจำกัด อย่างแฟลตของผมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ห้องของพี่คริสอยู่เหนือข้อจำกัดทั้งปวง!!! ตอนแรกที่พี่เขาพาผมเดินเข้าไปในล๊อบบี้ของคอนโดผมก็ว่าผมแย่แล้วนะ เพราะนอกจากอะไรอะไรมันก็ดูหรูหราจนผมมีสภาพไม่ต่างจากหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่หลุดรอดการจับกุมของเทศกิจแล้ว มันยัง เอ่อ ดูอึดอัดจนบอกไม่ถูก ต้องขอบคุณความขี้เกียจของผมเองที่คร้านตัวเป็นขนจนไม่ได้มาเซอร์เวย์วิถีชีวิตแบบไฮโซอย่างที่เคยตั้งใจ
เพราะมันผิดตั้งแต่เดินผ่านสวนหย่อมหน้าคอนโดแล้ว สราดดดดดดด
พอเดินเข้าไปในล๊อบบี้ ผมไม่ได้โฟกัสความโอ่อ่าแต่ประการใด เพราะสายตาผมดันตรงไปโฟกัสที่พนักงานสาวสวยประจำเคาท์เตอร์ล๊อบบี้อย่างไม่รักดี แม่ง น่าอ้อยชิบหาย ต้องขอพูดกันตรงๆ หุ่นงี้เซี้ยะแบบนางแบบ หน้าอกหน้าใจนี่ก็ไม่ธรรมดา แถมหน้าตายังสะสวยน่ารัก ผมแอบมองป้ายชื่อสีทองที่ติดอยู่ที่เหนืออกชุดยูนิฟอร์มด้านขวาแล้วก็กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
ถึงพี่ไม่หล่อ แต่จนว้อย!
เอ๊า ก็เผื่อน้องเขาจะมีรสนิยมชมชอบของแปลกบ้าง อะไรบ้างไง ผมเห็นเธอส่งยิ้มให้พี่คริสแต่ไม่ได้เผื่อแผ่รอยยิ้มมาถึงผม และไอ้คนที่เดินนำหน้าผมมาตั้งแต่แรกก็ค้อมหัวรับ
โอ้โหห หยามน้ำหน้ากันสัดๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่ชายที่เคารพ เห็บหมาจะลองบี้เหาฉลามกันดูสักที แต่ติดที่ว่าพี่เขาให้การอุปการะทางการศึกษาผมเอาไว้ ปาร์คชานยอลเลยให้ความเคารพประหนึ่งญาติมิตรของตัวเอง พวกเทอว์ที่นั่งอ่านอยู่ก็ไม่ต้องหัวเราะคิกคักกันนะ เพราะไอ้การอุปการะทางการศึกษาน่ะหมายถึง การที่พี่แกยอมมาเป็นนายแบบให้ ไม่ใช่เป็นป๋า นั่งจิบไวน์ไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาหนังสีดำขนาดพอดีตัว ขยิบตา กวักมือเรียก แล้วพูดว่า “ชานยอลมาหาป๋าคริสสิครับ แล้วป๋าคริสจะให้ค่าขนมกับค่าเทอม” นะโฟร้ยยยย อย่างนั้นมันบ้าไปแล้ว ฮัช!
“คุณซองมุลครับ นี่ปาร์คชานยอลจะมาพักอยู่กับผมเป็นการชั่วคราว รบกวนจัดการเรื่องคีย์การ์ดให้เขาด้วยนะครับ” พี่คริสสั่งงานด้วยมาดผู้บริหารโครตๆ ซึ่งคุณซองมุลขวัญใจเห็บหมาอย่างผมก็คลี่ยิ้มสวยที่อาบไว้ด้วยลิปกลอสฉ่ำๆน่าเอาปากประกบละเลียดชิมว่าไอ้สีแดงๆน่ะจะหวานไหมไปให้พี่คริส
“ได้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจัดการให้ ญาติคุณคริสมาจากต่างจังหวัดเหรอคะ?” อะโห่ หน้าพี่ดูภูธรขนาดนั้นเลยล่ะหรือ ฟังคุณซองมุลพูดแล้วแล้วปาร์คชานยอลปวดใจจี๊ด หรือคุณซองมุลอยากเล่นบทนางเอกที่ถูกพระเอกห้าวๆผู้ซึ่งนางเอกมารู้ทีหลังว่าเป็นเจ้าสัวจากคยองกีจับไปใช้งานเป็นทาสรักครับ พี่ชานยอลจัดให้ได้แบบเก๋ที่สุดโดยขอเปลี่ยนบทเป็นพระเอกยาจกที่มีร่ำรวยรักแท้และแม่ไม่ได้เป็นเศรษฐีจากคยองกีแทนได้ไหม
“เปล่าหรอกครับ ยังไงก็ฝากจัดการด้วยนะครับ ผมหวังว่าชานยอลคงจะไม่มีปัญหาตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่”
“ค่ะ”
พี่คริสตัดบทรวบรัดจนผมไม่มีเวลาได้คร่ำครวญ หยิบกีต้าร์ขึ้นมาร้องเพลง หัวใจหมาวัด อารมณ์ประมาณ อยากโน้มดอกฟ้าลงมาแทงเข่า สักจึกสองจึก ให้คุณซองมุลอะไรทำนองนั้น
“เราตามพี่มา”
อ้ะ น่ารักที่สุด ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็อยากจะเดินเข้าไปควงแขนพี่คริส แล้วหันไปแลบลิ้นหลิ่วตาเยาะเย้ยโทษฐานที่เมินเทพบุตรรูปทองอย่างผมหลังจากนั้นผมจะตอกด้วยการ อ่านริมฝีปากของฉันนะยะ “เขาอยู่กับชั้นเมื่อคืนย่ะ แบร้!” ใส่คุณซองมุลสักชุด แต่บังเอิญ ผมเป็นผู้ชายตัวอย่างเสาไฟฟ้า หน้าตาใกล้เคียงกับโจรป่าห้าร้อย ก็เลยทำได้แค่เดินตามพี่คริสต้อยๆแบบคนไม่มีพาวเวอร์ใดๆให้ใช้ อำนาจไม่มี จะใช้อะไร!
“ห้องของพี่อยู่ชั้นที่ 32 นะ จำเอาไว้ เข้าลิฟต์แล้วต้องกดคีย์การ์ดก่อนถึงจะกดชั้นได้” พี่คริสสอนผมให้ใช้ลิฟต์หรูๆ คอนโดนี้มีถึง 35 ชั้น คงต้องรักษาความปลอดภัยกันบ้าง ไม่เหมือนแฟลตผม ต่อให้ขโมยเข้ามาขโมยของ เพื่อนบ้านหรือเจ้าของแฟลตอาจจะช่วยเรียกแท๊กซี่แล้วตบท้ายด้วยคำว่า โชคดีนะ เป็นของแถมให้ด้วยซ้ำ
“คีย์การ์ดของเราคงเสร็จพรุ่งนี้ ก่อนออกไปเรียนก็ไปถามคุณซองมุลหรือใครสักคนที่เคาท์เตอร์แล้วกัน พี่จะไปย้ำไว้ให้ตอนเช้าก่อนพี่ไปทำงาน”
“ครับลวกเพ่” ผมตะเบ๊ะให้พี่คริส พร้อมกับพ่นภาษาเด็กแว้นใส่พี่เขาไปด้วยดอกหนึ่ง ก็แหม บางทีมันก็ติดปากบ้างอะไรบ้าง พี่คริสมองผมด้วยสายตาอารมณ์ว่า มึงไหวป่ะวะ แต่ถ้าให้พี่เขาพูดคงเป็นประโยค เราโอเคไหม อะไรทำนองนั้น ผมเลยเลิกตะเบ๊ะ
แม่ง ดุจริงว้อยยยยย เหมือนมีผู้ปกครองคนใหม่
แล้วอย่างนี้เรื่องไปท่งไปเที่ยวจะเอายังไงอ่ะ เผื่อจงอินมันอยากติดต่อกับท่อบารากุ แล้วจงแดอยากแดนซ์กวาดลานวัดในยามวิกาลงี้
“จะไปไหนจะทำอะไรก็ตามสบายนะชานยอล แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมแล้วกัน”
ขอบเขตที่เหมาะสมของพี่คริสรบกวนช่วยเจาะจงมาเลยได้ไหมครับ คือให้ปาร์คชานยอลจำแนกแยกแยะออกมาเองนี่เกรงว่าจะวิกฤต เพราะอะไรก็ถูกอะไรก็ควรไปเสียหมด
“งั้น ถ้าผมต้องกลับดึก ผมจะ...”
“โทรมาให้พี่ไปรับ”
กูกำลังจะพูดว่า ถ้าผมต้องกลับดึก ผมจะไปนอนที่แฟลตผมแล้วกัน แต่พี่คริสเล่นพูดมาอย่างนี้ หมาตัวไหนมันจะกล้าไปแรดดึกถึงตีห้าแล้วโทรหาประมาณว่า “มารับเค้าหน่อยน้า ตัวเอง อะฮริ้งงง เค้าอยู่ที่แซนซีบาร์ อื้มมม มาเร็วๆนะเค้ารอ ช่ายๆ แค่ตีห้าเอง ยังแดนซ์ไม่มันส์เลยอ้ะ ไปต่อกันมั้ยที่ฮิปโปบาร์” ลองโทรอย่างนี้พี่คริสแม่งคงมีควงขวานเป็นโจแอนน่า จากเขตเจ็ดในฮังเกอร์เกมส์มาบั่นหัวผมแล้วหิ้วกลับห้องไปส่วนช่วงตัวนอนไว้หน้าร้านแน่ๆ
อย่างนี้ต้องมีประท้วง
“เมามากก็คงไม่มีสติโทรหาใครอ่ะพี่ ปกติถ้าพวกผมเมากันอย่างหมาก็นอนกันข้างทางนั่นแหละ พี่ไม่ต้องห่วง”
“.................................” มาคุอีกแล้วครับ ไอ้ลิฟต์นี่ก็ช้าจริง พี่คริสนิ่ง จ้องหน้าผมอย่างเดียว เล่นเอาผมทำอะไรไม่ถูกเลย คือตาพี่เขาดุมากอย่างกับเสือเลย แล้วเวลามาคุนี่คือแบบเดธแอร์สุดๆ ผมเลยได้แต่กลืนน้ำลายตัวเอง ถ้าพี่คริสเงียบนี่ต้องยอมตามใจใช่ไหม
“เอ่อ งะ งั้นเดี๋ยวผมโทรหาพี่แล้วกัน”
นี่ผมกำลังเข้าวัดถ้ำกระบอกหรือมาทำโปรเจคจบวะครับ บางทีคนที่มีอิสระมากๆก็รู้สึกอึดอัดได้เหมือนกันนะครับ คือผมอยากทำอะไรก็ทำ อยากกลับดึกแค่ไหนก็ตามตามใจผม แต่ก็นั่นแหละ ช่วงนี้ก็คงต้องเพลาจริงๆ เพราะต้องมุ่งมั่นกับการทำโปรเจคจบ ผมเลย เออๆ เอาวะ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามล่ะเว้ย พอผมตามใจไปแบบนั้นพี่แกถึงได้ยิ้มออกบ้าง แต่มันก็เป็นยิ้มที่แบบยกยิ้มอ่ะ ประมาณว่าเป็นเส้นตรงกระดกปลายหน่อยๆ ถ้าไม่สังเกตคือไม่รู้เลยว่าเฮียแกกำลังยิ้ม
“แล้วพี่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเราที่จำเป็นต้องรู้ไหม”
พี่คริสถามผม ในขณะที่ประตูลิฟท์เปิดออกพอดี พี่แกก็เลย ท่วงท่าของพี่แกคือราชสีห์โดยแท้ ผมว่าจริงๆแล้วพี่คริสควรจะเกิดในสมัยเบอร์นินี่หรือลีโอนาร์โด้นะ เพราะเรือนร่างของพี่แกจะกลายเป็นสมบัติของโลกไปเลย แทนที่จะตกมาถึงมือของผมแบบนี้ ผมมองตามแผ่นหลังกว้างแล้วก็ไล่ลงมาจนถึงข้อเท้า คือหุ่นของพี่คริสกำลังพอดีเลย ช่วงไหล่ของพี่แกสวยมาก ผู้ชายอย่างผมยังอิจฉาเล้ย ให้ตาย
ทำบุญมาด้วยอะไรวะ
“หืม.... ว่าไง มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเราที่จำเป็นต้องรู้ไหม…ชานยอล”
เสียงทุ้มๆทำเอาผมที่มัวแต่มองหลังพี่คริสต้องชะงัก ใช่ นั่นสิ มีเรื่องอะไรที่พี่คริสจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับผมวะ คือมันจำเป็นทุกเรื่องเลยว่ะ ให้ตาย
“เยอะว่ะพี่ เยอะมาก”
“งั้นก็เล่ามาให้หมด พี่มีเวลาทั้งคืนจะฟังเรานั่นแหละ ถ้าเราไม่ครางไปซะก่อนนะน่ะ”
คราง พี่คริสหมายถึงนอนหลับใช่ไหม เฮ้ยยย ปาร์คชานยอลนอนหลับยากนะพี่ อึด ถึก ทนมาก ผมมันพวกมนุษย์กลางคืน กินกล้วยเป็นอาหาร แล้วจากประวัติเวลาไปค้างอ้างแรมกับใครที่ไหน ผมไม่เคยมีคำเชยชมประเภท มโหรีมึงเพราะมากนะสัด ลอยมาให้ระคายหูเสียประวัติการนอนเลยสักครั้ง
“ผมสูบบุหรี่ ผมกินเหล้าบ้างประปราย แต่หนักสุดก็คงเป็นสูบบุหรี่นี่แหละ”

i128lala
Admin

Posts : 44
Join date : 2014-03-08

View user profile http://i128lala.thai-forum.net

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by i128lala on Sat Mar 08, 2014 4:31 pm

เอ่อ เด็กและสตรีมีครรถ์ไม่ควรอยู่ใกล้นายปาร์คชานยอลโหมดสิงห์อมควันเลยจริงๆ จัญไรบ้านเมืองมาก คือผมรู้นะว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย แต่แบบ บุญเท่าไหร่แล้วที่ผมหักห้ามใจไม่ให้สูบกัญชาได้น่ะ คือเด็กศิลป์มันก็ต้องมีบ้างป่าววะ หรือเป็นเฉพาะพวกผมกลุ่มดียว เห็นไอ้จงแดกับจงอินดูหน้านิ่งๆซื่อๆงงๆนี่ พวกนั้นตัวแม่เลยนะครัช บุหรี่ก็สูบ เหล้าก็เอา ยาก็เอา ปลาก็เอา ผู้หญิงก็เอา (แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่ได้เอา)
“ไม่เป็นไร พี่ก็สูบ”
อ้า สวรรค์ทรงโปรด
“แต่เวลาสูบ ออกไปสูบนอกระเบียงแล้วปิดประตูกระจกให้สนิท ไม่งั้นกลิ่นบุหรี่จะติดพวกโซฟา มันทำความสะอาดยาก”
อันนี้สวรรค์ไม่ค่อยโปรดเท่าไหร่ แต่ก็ทำใจได้ พี่คริสบอกผมเสร็จก็เปิดประตูห้อง คือประตูห้องนี่แบบเห็นได้ชัดว่าซื้อแฟลตผมได้ทั้งครึ่งตึกเลยมั้ง ผมแนะนำว่าพี่คริสควรติดตั้งประตูเหล็กอัลลอยเลยดีกว่า ประตูห้องของพี่คริสเน้นความเรียบด้วยการเดินเส้นเหล็กบางๆสองเส้นในแนวตั้ง คือผมเรียนศิลปะมาก็พอดูออกถึงรสนิยมพอสมควร ถึงมันจะดูเรียบๆแต่จะให้ความรู้สึกหรูหราอยู่ในงาน เข้าใจเลือกดีนี่พรรคพวก พอพี่คริสเปิดประตูห้องเข้าไป เรากลับมาที่ประโยคแรกเลยครับ
เวลาเราพูดถึงห้องพัก คอนโด หรือแฟลต เราจะนึกถึงการใช้พื้นที่ในบริเวณจำกัด อย่างแฟลตของผมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ห้องของพี่คริสอยู่เหนือข้อจำกัดทั้งปวง!!!
คือเวลาบรรยายห้องๆหนึ่งเนี่ย ตามนิตยสารตกแต่งบ้านทั่วไปจะเป็นแนว ห้องน้ำสีขาว เตียงนอนสีครีม ประตู แจกัน โคมไฟ ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ จานชาม เรือใบ อะไรทำนองนี้ ใช่ไหม อย่ามาถามถึงห้องผมนะ เพราะมันจะเป็นแนว ห้องนอนของคนจนจน ได้หลบแดดฝน ทนทุกข์อยู่นาน หรือเขาชัง ที่เอาไม้ลังสร้างบ้านคิดคิดไป พี่อยากรื้อไม้เผาถ่าน เขาไม่ต้องการ ห้องนอนคนจน ของพี่เป้า สายันต์ นั่นแหละ
แต่ห้องของพี่คริส มันกว้างมากกกกก กว้างแบบ โอ้ยยยยยยย กินความกว้างทั้งชั้น ย้ำทั้งชั้น เฮ้ย แค่ประตูก็ผมก็ว่าบานใหญ่แล้วนะ เฮ้ย บอกมาว่าพี่ทำมาหากินอะไร ผมว่าเข้าตึกมาก็ตัวฟีบแล้ว เข้าห้องพี่คริสนี่คือฟีบกว่า ขอบอกเลย คือทุกอย่างหรูหรามากจนผมไม่ใช่เห็บหมาแล้ว แต่เป็นยุงที่รอวันบินเข้าไปติดที่ตบยุงไฟฟ้า ถูกไม้ช๊อทแล้วร่วงตายไปเอง อะไรแบบนั้นเลย
“นี่ห้องนั่งเล่น จะเปิดอะไรดูก็ตามสบาย นั่นห้องครัว ตู้เย็นมีของสดจะทำอะไรกินก็ตามสบาย ส่วนประตูสีขาวอีกบานนั่นห้องนอน” คือเฮียแกพูดง่ายๆชี้นั่นชี้นี้ให้ผมดูเหมือนผมเคยมาที่นี้แล้วนความฝัน ผมควรทำหน้ายังไงดีครับ อ๊า มันเยี่ยมมากเลยครับงั้นเหรอ ผมเคยมาที่นี่แล้วในฝัน
“แล้วผมจะนอนที่ไหนเหรอพี่ โซฟาเหรอ”
ผมชี้ไปที่โซฟาสีน้ำตาลที่ตั้งอยู่กลางห้อง หน้าโซฟามีโต๊ะกระจกที่ผมสามารถจะวางของรกรุงรังสมบัติบ้าของผมได้สบายๆ นี่มันชัยภูมิเหมาะเจาะสำหรับการทำชั่วเลยนี่หว่า
“จะปล่อยให้นอนโซฟาได้ยังไง เราน่ะแชร์เตียงกับพี่” พี่คริสส่ายหน้าแล้วผลักประตูบานสีขาวเข้าไปให้ผมเห็นห้องนอนของพี่เขาเป็นครั้งแรก ห้องนอนของพี่คริสทาสีขาว แซมด้วยสีเหลืองบริเวณผนังหัวเตียง โดยเจาะฝ้าเพดานให้เป็นช่องเพิ่มหลอดไฟสีเหลืองดวงเล็กๆให้ความสว่างที่หวเตียง พื้นห้องใช้ไม้ปาร์เก้สีน้ำตาลขัด เตียงนอนขนาดใหญ่แบบคิงไซส์ตั้งอยู่กลางห้อง ปลอกผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน เป็นผ้าไหมสีเข้ม คือเป็นของมีราคาแน่นอน มีราคามากจนร่างกายอันแสนสกปรกของผมแทบจะไม่กล้าไปถูกมันเลย
“เอ่อ พี่ครับ จริงๆผมนอนโซฟาก็ได้นะครับ”
“...........................” มาคุอีกแล้ว ร้าวเลยครับปาร์คชานยอล
“ผมสกปรกอ่ะพี่ ทำงานศิลปะตัวมันต้องเปื้อนปูนบ้าง เปื้อนอะไรบ้าง เตียงพี่จะสกปรก”
“อย่างมากก็แค่ผ้าปูที่นอนที่ต้องเปลี่ยน ส่วนโซฟานั่นไม่มีผ้าคลุม ต้องเปลี่ยนทั้งโซฟาหรือเปล่า” เหตุผลแม่งฟังขึ้นนะ แต่ฟังดูเหมือนจะไม่โอเคว่ะ เอาว่ะ คืนนี้นอนไปก่อนแล้วกัน
“ส่วนเรื่องเสื้อผ้า พี่เคลียร์ตู้เสื้อผ้าไว้ให้ครึ่งหนึ่งแล้วนะ เราเอาเสื้อผ้าของเรามาแขวนได้เลย”
พี่คริสเปิดตู้เสื้อผ้าบิวท์อินที่บิวท์สูงจรดเพดาน คือเสื้อผ้าของพี่เขารีดอย่างเรียบกริบ แขวนอย่างเป็นระเบียบไล่สีอ่อนไปแก่ จัดประเภทเสื้อผ้าได้อย่างน่าภูมิใจ แล้วจะให้ผมเอาเสื้อยืดเน่าๆกับกางเกงร้อยเก้าสิบเก้าวอนซื้อตอนลดครึ่งราคาไปแขวนประชันกับเสื้อผ้าแสนหรูของท่านหรือไม่?
“เอ่อ ไม่ต้องก็ได้มั้งพี่ เดี๋ยวผมยัดใส่เป้เอา”
“........................”
“งั้นเดี๋ยวผมขอเคลียร์ตัวเองแป๊ป แล้วจะเอาเสื้อผ้ามาแขวนนะพี่ ตอนนี้ยังไม่พร้อม” ร้านซักรีดอยู่ไหน ขอด่วนเลย
“งั้นทำตัวตามสบายนะ พี่เหนียวตัว อยากอาบน้ำ” ไม่พูดเปล่า พี่คริสถอดสูทที่สวมอยู่ออก โยนเสื้อสูทไว้บนเตียง แล้วค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่สวมทับไว้ข้างในออกทีละเม็ด เริ่มจากที่กระดุมแขนเสื้อ ไล่มาเรื่อยๆ จนตอนนี้ พี่คริสสวมแค่เสื้อเชิ๊ตไม่ติดกระดุม และมันมากพอที่จะทำให้ผมเห็นรูปร่างของพี่เขาอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
พี่คริสตัวสูง สอบเอวเพรียว กล้ามเนื้อหนั่นแน่นไปทั้งตัว คือเหมาะสมกับการเป็นแบบปั้นมากจริงๆ ยิ่งมองไล่จากแผงอกแกร่งประกอบด้วยมัดกล้ามเนื้อ และขึ้นเป็นลอนสวยที่หน้าท้อง ผมว่ามันคือซิกส์แพคในฝันของผู้ชายทั่วโลก มันไม่ใช่ซิกส์แพคที่ขึ้นชัดเจนจนน่ากลัว แต่เป็นซิกส์แพคที่พอเหมาะกับรูปร่าง ชนิดที่ยังสงสัยว่าเวลาที่หน้าท้องของพี่เขาไล่ไปบนผิวนุ่มๆของใครสักคน จะรู้สึกระทดระทวยบ้างไหม ก้มลงมองหน้าท้องแบนราบของตัวเอง ผมก็ต้องถอนหายใจออกมา
แต่เอาจริงๆไหม ผมว่าหัวใจของผมเต้นโครมครามเสียงดังจนน่าประหลาดใจ เพราะผมควรจะเคยชินกับร่างกายมนุษย์สิ ยิ่งจงอินกับจงแดเวลาสองคนนั้นถอดเสื้อผมยังเฉยๆเลย แต่ทำไมในหัวของผมตอนนี้มีแต่คำว่าทดลองเป็นเตียงนอนของพี่คริสเต็มหัวไปหมดว่ะ หรือเพราะว่าพี่เขาเท่ห์จนเกินไป เฮ้ยยย สติอยู่ไหน ผมรวมรวมสมาธิมองหน้าพี่คริส แล้วก็พบว่าดวงตาคมดุนั้นจ้องมองผมอยู่เช่นกัน ริมฝีปากของผมแห้งผากไปหมด แล้วมันก็เปล่งเสียงขายๆหายๆออกมาประโยคหนึ่ง
“ผมไปกินน้ำก่อนนะพี่”
แต่นั่นมันก็แค่ข้ออ้าง ผมไม่ได้ไปไหนหรอก
กระดาษสเก็ตรูปอยู่ไหนวะ ต้องไปหยิบด่วนเลย ฟิกเกอร์แม่งมา ไฟพร้อม กล้องพร้อม ชานยอลจะบ้าตาย อย่างนี้ต้องสเก็ต!

G U A N G Z H O U M O D I F Y
K R I S

จงใจ ผมน่ะจงใจ ชัดๆเลยด้วย
ชานยอลเวลาอายนี่มันก็ตลกดีเหมือนกัน ถ้าไม่ติดแค่ว่าวันนี้ชานยอลเหมือนจะพยายามขัดใจผมไปซะทุกเรื่อง นอกนั้นผมว่ามันเป็นวันที่ดีวันหนึ่งเลยทีเดียว จริงๆผมไม่ได้เหนียวตัวอยากอาบน้ำอะไรนักหรอก แต่ผมอยากเห็นปฏิกริยาของชานยอลมากกว่า และนั่นมันทำให้ผมสมใจ
ผมเดินออกไปนอกห้องนอน เห็นชานยอลกำลังจดๆจ้องๆเปิดตู้เย็นหาอะไรดื่มอยู่ ผมเองมักจะมีน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และเบียร์ติดตู้เย็นอยู่เสมอ ที่ยืนจดๆจ้องๆนั่นก็เพราะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะดื่มอะไรใช่ไหม
ผมยิ้มในใจ ก่อนจะเดินไปซ้อนหลังร่างโปร่งที่ยืนใช้ความคิดอยู่โดยไม่ให้ทันรู้ตัว ตอนนี้ชานยอลกับผมเรียกได้ว่าแทบจะตัวติดกันอยู่แล้ว ภาวนาแค่อย่าให้เดธแอดเดอร์ของผมมันคำรามขึ้นมาจนชานยอลตกใจหนีกลับบ้านก็แล้วกัน
“ขอโค้กสักขวดมาดื่มให้ชื่นใจได้ไหมครับ” ผมก้มลงไปกระซิบที่ข้างหู และพยายามทำตัวให้อยู่ในอิริยาบทที่สบายๆโดยการเอามือขวาเท้าประตูตู้เย็นที่เปิดออกไว้ ส่วนมือซ้ายก็เอื้อมไปสัมผัสกับเอวของชานยอลอย่างแนบเนียนที่สุด ให้ตาย เคิร์ฟของปาร์คชานยอลนี่ทำผมคลั่งได้ง่ายๆเลยนะนั่น
“เหวอออออออ ตะ ตามสบายเลยพี่” ชานยอล ก่อนจะหยิบเบียร์ที่แช่เย็นเจี๊ยบออกมาขวดหนึ่งอย่างรีบร้อนด้วยอารามตกใจ ก่อนจะเบนหน้ามาเพื่อจะพบว่าหน้าของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงนิ้วเลยด้วยซ้ำ
“เอ๊ คุณปาร์คชานยอล พี่ว่าขวดนั้นไม่ใช่โค้กนะครับ”ผมยิ้มเย็น เมื่อเห็นชานยอลประหม่าและขลาดเขินจนหยิบเครื่องดื่มดีกรีแอลกอฮอล์ห้าเปอร์เซนต์ออกจากตู้เย็นส่งให้ผมแทนโค้ก
‘คุณปาร์คชานยอล’ ยิ้มเจื่อนๆก่อนจะวางเบียร์ขวดนั้นคืนที่เดิมพร้อมกับหยิบโค้กขวดเล็กที่แช่อยู่ชั้นล่างส่งให้ผมแทน
“แหะๆ ผมมือไวไปหน่อยอ่ะพี่” ไอ้อากัปกริยานั้นทำให้ผมอดไม่ได้ที่ยิ้มออกมา ก่อนจะค่อยๆหมุนเปิดฝาเกลียวของขวกโค้กแล้วยกขึ้นดื่ม โดยที่ตาก็ยังไม่ได้ละจากการจ้องหน้าของชานยอลที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงหน้าผม
“เชี่ยเอ้ย พี่ เดี๋ยวผมมานะ คือโพสิชั่นนี้มันดีมาก ผมเห็นหน้าพี่ชัดมาก ขอผมสเก็ตโครงสร้างคร่าวๆก่อนนะ ไฟมาแล้ว”
แล้วชานยอลก็พลุนพลันผละออกจากบริเวณแคบๆและเกมส์ที่ผมกำลังเป็นผู้คุมกฏ วิ่งออกไปยังโต๊ะกระจกหน้าโซฟา คุ้ยสมุดสเก็ตออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้วลงมือนั่งสเก็ตรูปอะไรของน้องทันทีโดยไม่ให้คำอธิบายอะไรผมที่มากกว่านั้นเลยสักคำ
ผมยืนดื่มโค้กอยู่ที่ตู้เย็นจนหมดขวด รู้ว่าสายตาของชานยอลจับจ้องมาที่ผมเป็นระยะๆ ร่างโปร่งนั่งชันเข่าเหมือนเด็กกำลังหัดเขียนหัดอ่าน และนั่นมันทำให้ผมแทบอยากจะกระโจนเข้าใส่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกศิษย์พี่จุนมยอน คืนนั้นผมสาบานจะทำทุกทางที่จะงาบน้องชานยอลแน่
แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
“เอ่อ พี่คริส ผมขอวัดสเกลหน่อยได้ไหม” ชานยอลวางสมุดสเก็ตไว้ที่โต๊ะกระจก เจ้าตัวลุกขึ้นจากท่านั่งชันเข่ามายืนอยู่หน้าโต๊ะกระจกแล้ว โดยที่ในมือมีแค่ดินสอแท่งหนึ่งถือไว้เท่านั้น
“ตรงไหนล่ะ”
“ตรงที่จงอินมันจ้องพี่นั่นแหละ แต่พี่...... เอ่อ เฮ้ย” บิงโก ทุกอย่างเข้าลีอค ไม่ต้องรอให้ชานยอลพูดจบประโยคหรอก ผมเดินตรงไปยังโซฟา ก่อนจะคว้ามือข้างที่ว่างของชานยอลมาวางแปะลงตรงเดธแอดเดอร์ของผม ดูเหมือนชานยอลจะตกใจกับการกระทำของผมอยู่เหมือนกัน แต่ผมไม่แคร์
ของดีจริงก็ต้องโชว์
“จะจับ จะวัด จะคลำอะไรก็ทำ เดี๋ยวหาว่าพี่ไม่แน่จริง” ผมว่าผมไม่ได้สองแง่สองง่ามอะไรเลยนะ แต่ผมหมายความตามที่พูด แต่ชานยอลเองก็ดันพูดคนละภาษากับผมอีกแน่นอน เพราะเด็กนั่นอึ้งได้แค่แป๊ปเดียว แล้วก็ตะโกนออกมา
“เฮ้ยยยย พี่ใจใจว่ะ ขอบคุณมากครับ ผมวัดแป๊ปเดียวน่าจะโอเค นี่ลองสเก็ตคร่าวๆ อยากรู้แค่สเกลคร่าวๆ เดี๋ยวผมต้องวัดอย่างละเอียดอีกทีวันหลัง วันนี้พี่ไม่ต้องรีบหรอกพี่”
เชื่อปาร์คชานยอล ก็ไม่ใช่คริส อู๋แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ผมต้องการ
ผมคว้ามือชานยอลเลื่อนขึ้นมาที่รังดุม ก่อนจะบังคับให้นิ้วเรียวเคลื่อนไปตามคำสั่งของผมด้วยการปลดกระดุมกางเกงออก แล้วค่อยรูดซิบลงช้าๆ จากกางเกงที่เกาะสอบเพรียวของผมอย่างพอดี เมื่อคลายซิบออกมันก็ค่อยๆเลื่อนไหลลงจากเอวของผมช้าๆ
ถ้าเป็นผู้หญิง ก็คงระทวยและปรือตาให้ผมไปแล้ว ผมมองหน้าชานยอล ดวงตากลมโตค่อยๆหรี่ลงช้าๆ อาห์ เสน่ห์ของผมทำให้น้องเองปรือตาด้วยหรือนี่ ชานยอลมองผมนิ่งอยู่ประมาณห้าวินาที หลังจากนั้น ของเหลวสีแดงก็ทะลักออกมาจากจมูกรั้นๆของชานยอลราวกับน้ำไหล ชานยอลเลือดเกาเดาไหล แต่นั่นยังไม่ถึงที่สุด เพราะเจ้าตัวที่ไม่รู้ตัวว่าเลือดกำเดาไหลยังจามใส่ผมจนเลือดเปรอะไปทั้งอก
นี่มันวันแดงเดือดหรืออะไรกัน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เพราะผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเปลือยช่วงล่าง เลยไม่ได้เงยหน้าไปมองหน้าน้องเลย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ชานยอลก็เลือดกำเดาพุ่งแล้ว อารามตกใจ ผมเลยคว้ากางเกงที่ทำท่าจะกองลงไปที่พื้นขึ้นมาติดกระดุมให้เรียบร้อยแล้ววิ่งไปหยิบทิชชู่ในครัวมาส่งให้น้องเช็ดเลือด
ชานยอลนั่งลงกับโซฟา แหงนหน้ามองเพดานโดนอัตโนมัติตามสัณชาตญาณของคนเลือดกำเดาไหล โดยมีผมคอยสาวกระดาษทิชชู่ส่งให้น้องเปลี่ยนซับเลือดเรื่อยๆ แก้มขาวนวลของชานยอลซับสีเลือดอย่างคนที่อายมากๆ
“พี่คริส ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ” น้องส่งเสียงอู้อี้ขอโทษผมผ่านกระดาษทิชชู่ที่ม้วนเป็นปมแล้วสอดเข้าไปซับเลือดในโพรงจมูก
“เลือดหยุดหรือยัง”
“หยุดแล้ว” ชานยอลดึงก้อนกระดาษทิชชู่ที่สอดไว้ในโพรงจมูกก้อนสุดท้ายออกมา มันมีแค่สีชมพูจางๆติดออกมาเท่านั้น แสดงว่าเลือดกำลังแข็งตัวและจะหยุดในไม่ช้า ร่างโปร่งจ้องก้อนกระดาษทิชชู่แล้วก็จ้องมมาที่ผม “เหวอออ พี่เปื้อนหมดเลย”
“พี่ช่วยเราแล้ว เราช่วยพี่บ้าง เช็ดเลือดให้พี่หน่อย” ผมโมเมขี้ตู่ยื่นกล่องกระดาษทิชชู่ส่งให้ชานยอล ซึ่งอีกฝ่ายก็รับมันมาถือไว้แต่โดยดี ผมนั่งนิ้ง รอคอยให้ชานยอลเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ มือเรียวค่อยๆสาวกระดาษทิชชู่ออกจากกล่องแล้วเอื้อมมาเช็ดเลือดของตัวเองตามแผงอกแกร่งของผม
ถ้าชานยอลมีสติกว่านี้อีกนิด คงจะไล่ให้ผมไปอาบน้ำ
“เป็นไง ฟิคเกอร์พี่ เด็ดไหม” ผมโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูชานยอลที่กำลังก้มเช็ดเลือดบนอกของผมอยู่ด้วยเสียงแหบพร่า ทำเอาร่างโปร่งถึงกับสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมามองผม
ปาร์คชานยอลหน้าแดง!
“ตื่นเต้นขนาดนี้ โปรเจคจบจะมีปัญหาเอานะ” ผมใช้นิ้วชี้แตะไปที่ปลายจมูกของชานยอลอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
“พี่ไปอาบน้ำดีกว่า ชานยอลจะตามเข้ามาอาบด้วยกันไหม จะได้ชิน”
ผมจงใจเดินให้ช้าลง เพื่อที่จะได้ยินเสียงชานยอลครางอ๋อยออกมาแบบไม่ได้ศัพท์ จะว่าไปแล้ว นี่มันจัดว่าเป็นวันดีๆของผมเหมือนกันนะเนี่ย
เด็กน้อยเอ๋ย เจ้ายังไม่รู้จักอู๋อี้ฟาน



i128lala
Admin

Posts : 44
Join date : 2014-03-08

View user profile http://i128lala.thai-forum.net

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by l3aNkyJJ on Thu Mar 20, 2014 10:11 am

ตามมาจากเด็กดีค่า ชอบลักษณะ สำนวนที่ใช้ ฮามาก

l3aNkyJJ

Posts : 1
Join date : 2014-03-20

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by Jeems on Thu Mar 20, 2014 8:11 pm

คือเรื่องนี้ชอบบบบ
ขำพี่ลู่ก่อนอันดับแรก ตามเต๊าะพยอน แล้วคือสำเนียงพยอนคือเป๊ะ 555555555
พี่คริสคือแต่ล่ะคำทีาพูดคือเตลิด แต่ชานยอลนางคิดว่าพี่เล่นมุข 555โธ่วว
เเล้วอัลไลคือหน้าตู้เย็น โอ่ววว เตลิดแล้วสติ น้องถึงกับเลือดกำเดาไหล
ชานยอลยูเสร็จแน่ 55555
ติดตามครับ

Jeems

Posts : 5
Join date : 2014-03-20

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by dyo1993 on Mon May 05, 2014 10:57 pm

คือขำมาก๕๕๕๕๕๕ สงพี่ลู่ดีไหม๕๕๕๕๕๕๕๕
ตามเต๊าะน้องพยอนมาตั้งนาน โดนเมิน พี่ลู่ไม่ดีตรงหนายยยย
ละคือขำสุดตอนแบคฮยอนเห็นพี่คริส คือคลั่งไคล้สุด โอ้ยยย๕๕๕๕๕
สงสารพี่ลู่จริงจัง น้องไม่สนใจ แต่พอพี่คริสปรายตานิดเดียวคือน้องยอมทุกอย่าง๕๕๕๕๕๕
โอยยยย ชานยอลลลลล คิดบ้างได้หม้ายยยยยยยยย รู้บ้างเห้อะะะะะะ
อพค.แม่งๆๆๆ๕๕๕๕๕๕ ขำ หรือเราจะอม.... โอ้ยยยย อย่ากามแสดงออกได้ปะ๕๕๕๕๕
โอ้ยตายๆๆๆๆๆๆๆ เห็นแววเสียเอกราชมาแต่ไกล แค่วันนี้ยังขนาดนี้ กรี๊ดดดดด จะบ้าหรออพค.
แงงงงง ทั้งขำ ทั้งเอ็นดูชานยอลอ่ะ คือน่ารัก ไม่ประสามาก โดนอพค.จ้องจิล่อลวง
เดี๋ยวค่ะ เลือดกำเดาไหลคือไรคะ กรี๊ดดดดด เราเข้าใจนะ เราเข้าใจความรู้สึกชานยอล
ฟืดดดดดดฟาดดดดดดดด #กามตามพี่คริส #อ้าวโบ้ยเฉย๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

dyo1993

Posts : 9
Join date : 2014-05-05

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by likeaskyscraper on Sun May 11, 2014 7:39 pm

อู้ยยยยยยยยอิพี่คริสแกนี่ไม่ชอบให้ใครมาขัดสิ่งที่เสนอ โอ้ยยยยย พ่อคนเรื่องเยอะ 5555
แล้วนี่พยอนคือคนที่ลู่ตามเต๊าะอีกโน๊ะ โอ้ะโอ้ะ มันไม่ง่ายเลยนะ
แล้วคือขรรมมากตอนที่ลู่บอกการเลิกรักใครมันไม่ง่าย ถ้าง่ายวงจรชีวิตก็เห็บหมา
บทสนระหว่างพี่คริสกับลู่คือฮาอะ ฮาจนคอเคล็ด โอ้ะ 55555
ว่าบทสนของพี่คริสกับลู่ฮาล่ะนะ ชานยอลคุยกับเดอะแก๊งนี่ฮากว่าอะนี่มีคุณพยอนคนเดียวก็กินขาดและ
ชานยอลเป็นเด็กแซบซ่ามากอะ ไม่เกรงกลัวอะไรเลยยยยยย เดี๋ยวรู้ๆๆๆๆ
ชานยอลเด็กน้อยมากอะ เลือกกำเดาไหล แต่ถ้าโดนประชิดตัวแบบไม่ตั้งใจแบบนี้ เป็นเราเราก็ไหล กร๊ากกก
ชานยอลคงไม่รอดง่ายๆละใช่มั้ยยยนี่ยังไม่ถึงวันเลยนะ โอ้ยยยยย -/-

likeaskyscraper

Posts : 5
Join date : 2014-05-11

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by iyo on Mon Dec 29, 2014 10:02 pm

โดนแน่ๆเยย เด็กน้อยยยยยย

iyo

Posts : 12
Join date : 2014-12-29

View user profile

Back to top Go down

Re: GUANGZHOU MODIFY : SIDE STORY 02

Post by Sponsored content


Sponsored content


Back to top Go down

View previous topic View next topic Back to top

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
You cannot reply to topics in this forum