THEN CAME YOU : 04

View previous topic View next topic Go down

THEN CAME YOU : 04

Post by i128lala on Sat Mar 08, 2014 4:20 pm

04

หลายปีมานี้ ปาร์คชานยอลเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเข้ามาในชีวิต แต่ไม่พร้อมที่จะให้ชีวิตมีใครมากว่า ความรักที่ผ่านมาของชานยอลแม้จะไม่ได้จบลงด้วยความเกรี้ยวกราดของพายุน้ำตา แต่ก็จบลงด้วยการอำลาง่ายๆของคนสองคน ที่พอตื่นขึ้นมาวันหนึ่งก็พบว่า เราไปด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว

มันไม่มีอะไรซับซ้อนกับความรู้สึกของใคร มีเพียงแค่รักกับไม่รักเท่านั้นเอง

ข้อดีของการอยู่คนเดียว คือไม่ต้องทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ การอยู่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก็บตัว ชานยอลเองเป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ย่อมต้องเจอแขกที่เข้ามาพักอยู่ทุกๆวันอยู่แล้ว แต่ทุกคนที่มาพักที่นี่ ก็เพื่อต้องการที่จะอยู่คนเดียว หรือไม่ก็อยู่กับใครสักคนที่พวกเขารัก
กิจวัตรของปาร์คชานยอล ทุกคืนร่างโปร่งจะนอนหลับไปพร้อมกับหนังสือเล่มโปรด และตื่นมาด้วยแสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่าง

ไม่เคยมีค่ำคืนไหน ที่ชานยอลหลับไปในอ้อมกอดของใคร
และก็ไม่มีเช้าวันไหน ที่ตื่นมาในอ้อมแขนของใคร เช่นเช้าวันนี้

สิ่งที่กระอักกระอ่วนก็คือ อี้ฟานกับชานยอล จัดว่าเป็นคนแปลกหน้ากันโดยสิ้นเชิง และที่น่าตกใจมากกว่านั้น ก็คือ เขาทั้งคู่เป็นผู้ชาย แน่นอนว่าชานยอลเองรู้ตัวมาตลอดว่ารสนิยมทางเพศของตัวเองเป็นอย่างไร แต่กับอี้ฟานที่กำลังหลับอยู่
มันต่างกัน
ชานยอลค่อยๆเลื่อนมือแกร่งที่กอดร่างเขาเอาไว้แน่นออกอย่างแผ่วเบา ด้วยกลัวคนตัวสูงจะสะดุ้งตื่น เมื่อมั่นใจแล้วว่าอี้ฟานยังหลับอยู่ ชานยอลก็ค่อยๆกระถดตัวลุกขึ้นนั่งที่ปลายเตียง ฤทธิ์แอลกอฮอลล์เมื่อคืนยังเล่นงานเขาอยู่นิดหน่อย ใบหน้าขาวนวลอดซับสีแดงไม่ได้ยามเมื่อเหลือบเห็นเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่สวมอยู่เมื่อคืนกองอยู่ที่พื้น

“ตื่นแล้วหรือ”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสนุ่มนวลที่จับลงข้อมือทำให้ชานยอลต้องเผลออุทานออกมา ร่างสูงที่คิดว่าหลับอยู่บัดนี้กลับนอนลืมตาจ้องแผ่นหลังขาวเนียนและร่างกายที่เปลือยเปล่าของชานยอลด้วยแววตาที่ยากนักที่จะอ่านว่าเจ้าตัวรู้สึกอะไรอยู่ นิ้วเรียวของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างกายชานยอลมาทั้งคืน กลับถือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ด้วยการจับมันคลึงเคล้นเล่น ไม่รู้ว่าการกระทำนี้ตั้งใจหรือไม่ แต่มันเป็นสัญญาณที่ดีให้ชานยอลพอหายใจหายคอได้อย่างผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่มากนัก
"ครับ ตื่นแล้ว"
แม้จะพยายามควบคุมความเยือกเย็นเอาไว้ แต่เสียงที่เปล่งออกไปก็ยังเจือด้วยความสั่นพร่าจนสัมผัสได้ อี้ฟานคงเครียดและคงไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร คิ้วเข้มๆที่เป็นแพสวยขมวดมุ่น ก่อนที่เสียงทุ้มจะตอบกลับมาเป็นคำที่แม้จะไม่ประติดประต่อนัก แต่ชานยอลก็จับความสับสนในน้ำเสียงของอี้ฟานได้เช่นกัน
"เมื่อคืน ... เรา เอ่อ ฉัน .... นาย"
"ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ...อี้ฟาน อย่าคิดมากเลยครับ"
ดูเหมือนอี้ฟานจะนิ่งอึ้งไป ร่างสูงเอามองหน้าชานยอลอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่รอยยิ้มละมุนผ่านข้างแก้มอิ่มเอิบเองก็วาดมุมปากโค้งตอบกลับไปให้ แต่ดูเหมือนรอยยิ้มนั้นจะไม่ผ่านเข้าไปในห้วงความคิดของคนตัวสูงได้เลย
เพราะอย่างนั้น ชานยอลจึงคิดเอาว่าอีกฝ่ายคงจะกระอักกระอวนต่อสถานภาพนี้ไม่น้อย ทั้งเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันในเรื่องสรีระและโครงสร้าง ไหนจะช่วงเวลาชั่ววูบที่ขาดการไตร่ตรอง มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ชานยอลไม่ปฏิเสธว่า รู้สึกเต็มตื้นและแสนสุข หากทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างและลงตัวกว่านี้ จะพูดว่าอย่างไรดี เอาเป็นว่า ร่างโปร่งไม่กล้าหวังอะไร นอกจากลึกๆในใจ เขาขอเพียงแค่อี้ฟานจะละทิ้งความโกรธกรุ่น ความสับสนในหัวใจ และยังส่งมอบมิตรภาพแสนดีเช่นเดิมให้ดังทุกเช้าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
แต่กระนั้นก็เถอะ ชานยอลคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว หากอี้ฟานเลือกที่จะเก็บของจากไป เขาเองก็คงจะต้องยอบรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
"ผมขอตัวก่อนนะครับ"
ระยะห่าง ....
อี้ฟานคงต้องการมัน

.
.

มันเป็นความห่างเหินเหลือเกิน
มือแกร่งที่กุมไว้แน่นค่อยๆคลายแรงจับลง ปล่อยข้อมือขาวนวลเป็นอิสระ ให้เรือนร่างที่เขาหลงลำพองคิดว่าได้ครอบครองเป็นเจ้าของหลุดหายไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่จะทิ้งเขาไว้ลำพังในห้องกว้างที่มีเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกโมกโชยมาตามลมเท่านั้น
จะเรียกว่าตลกร้าย ก็ไม่ผิดนัก
ทั้งชีวิตของคริส เคยแต่เป็นฝ่ายพูดประโยคทำนองนี้กับคู่นอนทุกคนที่เขานอนด้วย

"มันก็แค่คืนเดียว อย่าคิดมากได้ไหม"

ทุกอย่างก็แค่ข้ามคืน ไม่ได้จริงจังอะไร ที่สำคัญเขาไม่ได้แคร์เสียด้วยซ้ำว่า หลังจากพูดประโยคนั้นออกไปแล้ว จะมีใครร้องไห้จะเป็นจะตาย หรือนึกเคียดแค้นต่อความเห็นแก่ตัวของเขาหรือไม่ คริสไม่เคยสนใจเรียกได้ว่าแม้แต่เศษเสี้ยวหนึ่ง จนอดหวั่นใจไม่ได้
ชานยอลจะรู้สึกแบบเดียวกันกับเขา ยามที่เป็นคนพูดประโยคแบบนั้นหรือเปล่า

ไม่กล้าแม้จะเดา

เมื่อคืนคริสยอมรับว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเพราะเบียร์ แต่หลังจากนั้นมันเป็นความตั้งใจ คริสจัดว่าเป็นคนคอแข็งคนหนึ่ง ความสามารถนี้ถือเป็นของขวัญ หาไม่แล้วเขาคงเอาตัวไม่รอดในวงการบันเทิงได้ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่ เพราะเมาแล้วยังมีสติถึงทำให้เขาไม่เคยพลาดท่าทำอะไรโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเรื่องเมื่อคืนนี้ คืนที่ชานยอลหวานไปทั้งตัว ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลจนคริสประหลาดใจ ว่าผู้ชายอย่างเขาจะสามารถนุ่มนวลได้ถึงขนาดนี้เพื่อใครสักคน
สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือความอ่อนหวาน ความอบอุ่นของการเป็นหนึ่งเดียวกัน
ประหลาดใจ ว่าคนๆหนึ่งจะมีสามารถนำความรู้สึกเหล่านั้นเข้ามาสู่หัวใจได้อย่างไร ทั้งๆที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน?
และเสียใจ ที่ต้องตื่นขึ้นมารับรู้ว่าทุกอย่าง มันเกิดจากความรู้สึกของเขาเองเพียงคนเดียว

"ฉันต้องทำยังไงหรือ ....ชานยอล?"

คริสหลับตาพึมพำกับตัวเอง ในห้องกว้างนั้นสัมผัสกลิ่นหอมอ่อนหวานของดอกโมก กลิ่นนั้นทำให้เขานึกถึงไออุ่นหอมกรุ่นที่อยู่ในอ้อมกอดของตัวเองเมื่อคืน คริสไม่รู้ว่าความรู้สึกที่กำลังรับรู้อยู่นี้มันคืออะไร เสียใจ ดีใจ ผิดหวัง หรือ ...มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของความรู้สึกที่กล่าวมาเลยสักอย่าง แต่คริสไม่เคยชินกับความสับสนเช่นนี้ นี่เป็นครั้งที่สองหลังจากการขอพักงาน ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนขยับตัวได้อย่างยากลำบาก
ร่างสูงหายใจออกแรงๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจัดการตัวเอง ทางออกของเรื่องนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกก็จากไป ส่วนอย่างที่สองก็คืออยู่ต่อ

แล้วจะเลือกทางไหน?

คริสใช้เวลาไม่นานมากในการจัดการตัวเอง หากยามเมื่อเปิดประตูห้องออกไปสิ่งแรกที่คริสสัมผัสไม่ใช่กลิ่นของดอกโมกและบ้านที่เงียบสงัดอย่างที่คุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นกาแฟที่หอมฟุ้งและเสียงกุกกักที่ครัว คริสมองเห็นแผ่นหลังกว้างของคนที่วนเวียนอยู่ในความคิด ขยับยุกยิกอยู่ที่เคาท์เตอร์

“กาแฟดำของคริสอยู่บนโต๊ะนะครับ”

เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติเหมือนทุกเช้า ยามเขาลงจากชั้นสองมา ชานยอลจะพูดประโยคนี้ แม้กระทั่งเช้าวันนี้ คริสอดจะสะกิดใจไม่ได้ มันรู้สึกแปลบๆ จะว่ากระดากนั่นไม่มีทางใช่แต่ มันแปลกขึ้นมาในเสี้ยวนึงโดยหาคำตอบไม่ได้
คริสเผยยิ้มพรายใช้วิชาชีพสร้างหน้ากากให้ตัวเองผ่านเหตุการณ์กระอักกระอ่วนนี้ไปให้ได้ ก่อนจะเดินไปหยิบกาแฟที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดื่มแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ กาแฟยังอุ่นอยู่ รสมือของชานยอลยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน จ้องมองชานยอลที่ยืนล้างจานอยู่ในครัว จนกระทั่งชามใบสุดท้ายของเมื่อคืนถูกคว่ำลงบนตะแกรง ฝ่ามือชื้นน้ำเอื้อมหยิบแก้วมัคใบโปรดรินกาแฟลงไป แล้วเดินมานั่งยังเก้าอี้ตัวข้างๆเขาอย่างเงียบๆ
สายลมเย็นหอบเอากลิ่นหอมดอกโมกโชยเข้ามาทางหน้าต่าง เคล้ากับกลิ่นกาแฟหอมๆ ชานยอลนั่งอยู่ตรงข้ามกันไม่ไกลหันมาสบตากับเขาแล้วส่งยิ้มให้ ดวงตากลมยังคงฉ่ำหวานเช่นเดิม รอยยิ้มที่ไม่ได้แสร้งประดิษฐ์ รอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงตะวันของชานยอล และเป็นรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและเฉยชา

มัน ...จริงใจเสียจนอดนึกค่อนขอดในใจไม่ได้

ไม่ได้จะมีอาลัยอาวรณ์กันบ้างหรืออย่างไร ทั้งสัมผัสยามเผลอไผลนั่น ..
ไม่ได้คิดถึงบ้างเลยหรือไงกัน ...ชานยอล

"อี้ฟาน เราไปหาอะไรกินกันไหม"
แต่หากเพียงประโยคสั้นๆ พร้อมดวงตาหยีลง ในนั้นมันบรรจุอะไรบ้างอย่าง คริสนึกไม่ออก ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกไม่ออก มันเป็นอะไรสักอย่างที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงรับเช้าวันใหม่ เป็นเหมือนอรุณรุ่งอีกครั้งของเวียงจันทร์ ความประหลาดของบรรยากาศ ...คริสให้คำตอบตัวเองได้แค่นั้น แล้วความคิดก็ตัดวูบเข้าสูงกาลเวลาของมันเองซึ่งมันถือตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ โดยไม่เคยปรึกษาและบีบคั้นให้เขายอมรับด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ

วินาทีนั้น คริสลืมว่าตัวเองเป็นใคร ลืมว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง

แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่เพราะความไม่รู้นั่นแหละที่ทำให้ชายหนุ่มตระหนักได้ว่าความอุ่นอวลที่อยู่ใจ สิ่งนี้ควรเกิดขึ้นตลอดไป....

ต่อให้ชานยอลจะไม่ยอมจับมือของเขาก้าวเดินต่อ
แต่คริสมั่นใจว่าเขาจะไม่อาจปล่อยมือคู่นั้นให้เดินจากไปง่ายๆ
ไม่มีวัน

.
.
ข้าวเปียกเส้นเป็นอาหารประจำชาติลาว เส้นข้าวเปียกนุ่ม กลม หนุบ ทานกับน้ำซุปกระดูกหมูร้อนๆ ใส่หมูยอหั่นเส้น หมูชิ้น และหมูสับปั้นก้อน โรยด้วยต้นหอมผักชี และกระเทียมเจียว เป็นอาหารที่หากินได้ง่าย รสชาติอร่อย ข้าวเปียกแบบนี้หากินได้ทั่วไป ชานยอลพาอี้ฟานมาทานข้าวเปียกที่ร้านใหม่ซึ่งไกลจากเกสต์เฮาส์พอสมควรทั้งๆที่รสชาติเองก็ไม่ทิ้งห่างจากร้านเจ้าประจำมากนัก
บรรยากาศของร้านไม่เหมือนร้านเจ้าประจำ อาจจะทำให้อี้ฟานลดความเกร็งลงได้กระมัง เพราะตลอดทางที่ขับมอเตอร์ไซลค์มา อี้ฟานไม่ตอบอะไรมาก ราวกับตกอยู่ในห้วงความคิด ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าชานยอลต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่ในการชวนคุยเรื่องสักเรื่อง

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนถอยหลังกลับไปยังวันแรกที่อี้ฟานมาถึงที่นี่

"เคยเห็นจำปาลาวไหมครับ" ร่างโปร่งชี้ไปที่ต้นลั่นทมที่ออกดอกสีขาวเต็มต้น ที่เจ้าของร้านปลูกไว้ระหว่างทางเดินเข้าไปในร้าน "ดอกไม้ประจำชาติของที่นี่ มีเพลงชื่อจำปาเมืองลาวด้วยนะครับ"
"จีตั้นฮัว"
"ครับ?"
"คนจีนเรียกจีตั้นฮัว แต่ถ้าฝรั่งเรียก Plumaria"
อี้ฟานตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับว่าทั้งคู่กำลังคุยกันในเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของดอกไม้ น่าแปลกที่ผู้ชายตัวโตๆสองคนเข้ากันได้ดีในเรื่องดอกไม้ ตั้งแต่ดอกโมก กุหลาบหนู จนถึงจำปาลาว ดูเหมือนเสียงหัวเราะทุ้มๆของชานยอลจะเรียกความสงสัยจากเรียวคิ้วของอี้ฟานอีกครั้งเสียแล้ว
"น่าขำอะไรหรือ"
"ผมกำลังคิดว่า ถ้าอยากคุยกับอี้ฟาน คราวหน้าต้องคุยเรื่องดอกไม้ก่อน"
"เรื่องอื่นก็คุยได้"
"ก็ไม่ยอมคุยกับผมนี่"
"แล้วถ้าฉันเกิดอยากคุยกับนายทั้งวัน นายจะยอมคุยเป็นเพื่อนหรือเปล่า"
"หมายถึงวันนี้หรือเปล่า ถ้าวันนี้ล่ะยกผมให้อี้ฟานเลย อยากคุยเท่าไหร่ก็จะคุยเป็นเพื่อน"
“งั้นร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ จำปาลาวน่ะ ร้องเป็นหรือเปล่า”
“ไอ้ร้องเป็นก็ร้องเป็นอยู่หรอกครับ แต่....”
อี้ฟานยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นคำถาม ชานยอลหัวเราะแหะๆ ร่างโปร่งยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ
“ผมร้องเพลงไม่ได้เรื่อง อี้ฟานอยากฟังจริงๆหรือ”
คนตัวสูงพยักหน้าอีกครั้ง ทำให้ชานยอลกระแอ้มไอเบาสองทีเป็นการล้างคอ เขาไม่ได้มีพรวรรค์เรื่องการร้องเพลงที่ต้องใช้เอื้อน ชานยอลชอบฟังเพลงที่เป็นดนตรีบรรเลงมากกว่าดนตรีที่มีเนื้อร้อง รู้สึกแปลกใจตัวเองที่ยอมตามใจ แต่เอาเถอะ ถ้ามันทำให้อี้ฟานอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย ก็ไม่น่าเสียหายอะไร

“โอ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามา แต่ยาม น้อยเอย
กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ เป็นตาฮักใคร่ แพงไว้เซยซม
ยามเหงา เฮาดม เอ๋ยจำปาหอม”

พอร้องจบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าใจชื้นขึ้น เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนตัวสูงอีกครั้ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ชานยอลสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มสองครั้งของวัน ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดนสิ้นเชิง รอยยิ้มครั้งหลังมันบรรจุเอาความสบายใจและความรู้สึกเก่าๆที่มีร่วมกันในหลายวันที่ผ่านมากลับมาอีกครั้ง
อย่างที่เคยบอก อี้ฟานเป็นคนยิ้มสวย น่าจะยิ้มบ่อยๆ และเพราะรอยยิ้มของอี้ฟานสวย หัวใจของชานยอลเลยเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ
เหตุผลเท่านั้นจริงๆหรือ?

“เพราะดีนะ เพลงที่นายร้องน่ะ หมายความว่าอะไรหรือ”
“เพลงนี้แต่งในช่วงที่ชาวลาวกู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศสน่ะครับ เพราะว่าคนลาวนิยมปลูกดอกจำปา ก็เลยเอาดอกจำปานี้เป็นสัญลักษณ์ของการกู้ชาติ เป็นเพลงที่คนลาวร้องได้ทุกคนครับ”
“แสดงว่านายก็เป็นคนลาวสินะ สงสัยที่เขาว่ากันเรื่องประตูไซจะเป็นเรื่องจริง”
“เรื่องได้แต่งงานกับคนลาวนะหรือ ตอนนี้อี้ฟานคงต้องรอไปก่อนนะครับ ผมยังไม่ได้สัญชาติลาวเลย อยู่นานกว่านี้คงได้แน่”
“สัญชาติไหนก็ไม่สำคัญหรอก เพราะเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี”
ชานยอลไม่ใช่วัยรุ่นที่แรกมีความรักถึงจะได้ไม่รู้ว่าอี้ฟานหมายความว่าอะไร แต่ใจก็ยังคงเจ็บอยู่บ้างกับความรักครั้งเก่า ความรักที่จบลงง่ายๆด้วยคำว่าไม่รักมันอาจจะเป็นความเจ็บ หรือแฝงไปด้วยความกลัวด้วยชานยอลก็สุดจะตอบให้ตัวเองได้ พอเนิ่นนานสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสุข ชานยอลเคยใช้หัวใจเพียงอย่างเดียวเพื่อรักมาแล้ว ผลก็คือเจ็บเจียนตาย
บางทีสมองก็มีไว้เพื่อความรักเหมือนกัน

.
.

“ผม เอ่อ”

คริสไม่แน่ใจว่าชานยอลจะคิดถึงความหมายในคำพูดของเขาที่หลุดปากต่อมาจะมีนัยยะอื่นที่เกิดขึ้นสำหรับร่างโปร่งโดยเฉพาะ ดูเหมือนไม่ได้ฉุกใจคิดแม้สักนิดเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับคริสเขาพยายามจะมองจ้องไปในแววตากลมโตของชานยอล ที่กำลังมองมาทางเขา พยายามจะบอก ....ให้อีกฝ่ายได้ยอมรับถึงปัจจุบัน ณ เวลาที่เขายืนอยู่ตรงนี้
คริสไม่อยากให้มันดูเร็วไปนัก แต่เขาไม่รู้ว่าแบบไหนถึงเรียกว่าช้า หรือจะให้ช้าลงกว่านี้เขาก็ไม่ยักรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรในรูปแบบไหน นี่คือแบบฉบับของคริสที่เขาให้หัวใจนำมันไป

“บางทีอาจจะถึงเวลา ที่เราต้องลุกจากตรงนี้ได้แล้วละมั้งครับ”

ลุกจากอดีต ที่มีแต่พยอนแพคฮยอนของนายสักที

i128lala
Admin

Posts : 44
Join date : 2014-03-08

View user profile http://i128lala.thai-forum.net

Back to top Go down

View previous topic View next topic Back to top


 
Permissions in this forum:
You cannot reply to topics in this forum